Complete Guide 24 พิกัดเที่ยวคันไซ [EP.1] : Osaka 12 จุดเช็กอิน พร้อมรีวิวเส้นทางบินใหม่สายการบินไทย ไลอ้อน แอร์ (Thai Lion Air)

มุ่งสู่ศูนย์กลางของญี่ปุ่นตะวันตก “มหานครโอซาก้า” ดินแดนที่ความสนุกไม่มีวันจบ! ทริปนี้เราสองแม่ลูกจะพาตะลุยภูมิภาคคันไซกับ [EP.1] ที่รวบรวม 12 จุดเช็กอินในตัวเมืองโอซาก้าแบบเน้นๆ ด้วยสายการบิน Thai Lion Air ที่กลับมาเปิดเส้นทางบิน DMK-TPE-KIX อีกครั้ง เราคัดสรรมาให้ตั้งแต่แลนด์มาร์คดัง จุดชมวิวแบบ Bird’s Eye View แหล่งช้อปปิ้งราคาดี และกิจกรรมสุดท้าทาย ตามมาเก็บความทรงจำจากเมืองที่ได้ใจคนไทยมากที่สุดไปพร้อมกัน!

สารบัญ

สายการบิน Thai Lion Air กลับมาให้บริการเที่ยวบินสู่ประเทศญี่ปุ่นในเส้นทาง กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – โอซาก้า (คันไซ) แวะพัก 1 ครั้ง ที่ ไทเป (เถาหยวน) อีกครั้ง ซึ่งเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2025 ด้วยความถี่ 4 เที่ยวบิน/สัปดาห์ (วันอังคาร, วันพฤหัสบดี, วันเสาร์ และวันอาทิตย์) โดยในบทความนี้ เราจะพาคุณไปเปิดประสบการณ์เดินทางกับ “เที่ยวบินแรก” ของเส้นทางบินนี้ค่ะ

เส้นทางบิน ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง (DMK) สู่ ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ (KIX)

ในครั้งนี้ เราจะเดินทางด้วยเที่ยวบิน Thai Lion Air Flight SL396 ซึ่งเป็นเที่ยวบินแบบต่อเครื่อง โดยแวะพัก 1 ครั้ง ที่ไทเป เวลารวมตลอดการเดินทางอยู่ที่ 7 ชั่วโมง 20 นาที แบ่งเป็นช่วงบินแรก 3 ชั่วโมง 50 นาที แวะพัก 1 ชั่วโมง และบินต่ออีก 2 ชั่วโมง 30 นาที เพื่อความสะดวก เคาน์เตอร์เช็กอินจะเปิดให้บริการก่อนเวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง และปิดให้บริการ 1 ชั่วโมงก่อนเครื่องออก โดยมีเวลาการเดินทาง ดังนี้

ดอนเมือง (DMK) เวลา 3.10 น. —> เถาหยวน (TPE) 8.00 น.

เถาหยวน (TPE) 9.00 น. —> คันไซ (KIX) 12.30 น.

เครื่องบินที่ให้บริการในเส้นทาง กรุงเทพฯ (ดอนเมือง) – โอซาก้า (คันไซ) คือ Boeing 737-800 ซึ่งมีโครงสร้างแบบชั้นประหยัดทั้งหมด และสามารถรองรับผู้โดยสารได้ 189 คน การจัดเรียงที่นั่งเป็นแบบ 3-3 โดยเป็นเบาะหนังที่มีความกว้าง 17 นิ้ว และระดับความสูง 31 นิ้ว

ตั๋วเครื่องบินของ Thai Lion Air โดดเด่นด้วยราคาประหยัดที่คุ้มค่าและจับต้องได้ แม้ในช่วงที่สายการบินอื่นมีราคาสูง โดยราคาสำหรับเที่ยวบินไป-กลับ มาตรฐานในปี ค.ศ. 2026 อยู่ที่ประมาณ 10,000-14,000 บาท ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่จอง และราคาอาจถูกลงอีกในช่วงโลว์ซีซันหรือช่วงจัดโปรโมชันพิเศษประจำปี พิเศษคือหากจองผ่าน www.lionairthai.com จะไม่มีค่าธรรมเนียมการจองหรือค่าธรรมเนียมการตัดบัตรเพิ่ม นอกจากเส้นทาง กรุงเทพฯ-โอซาก้า แล้ว Thai Lion Air ยังมีเส้นทางบินสู่ญี่ปุ่นอีก 4 เส้นทางให้เลือก คือ กรุงเทพฯ-โตเกียว, กรุงเทพฯ-นาโกย่า, กรุงเทพฯ-โอกินาว่า, และกรุงเทพฯ-ฮอกไกโด ค่ะ

*ไม่มีให้บริการ Wi-Fi, พอร์ต USB Type-A/Type-C สำหรับชาร์จอุปกรณ์, และหน้าจอเพื่อความบันเทิง ในเที่ยวบินนี้

**ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อน้ำหนักกระเป๋า ​: https://www.lionairthai.com/th/Extra-Services/Lion-Baggage โดยน้ำหนักรวมของสัมภาระที่ผู้โดยสารได้รับ และทำการซื้อเพิ่มจะต้องไม่เกิน 45 กิโลกรัม/คน โดยสัมภาระแต่ละชิ้นจะต้องมีน้ำหนักไม่เกิน 32 กิโลกรัม

***ข้อมูลเกี่ยวกับการโหลดสัมภาระ : https://www.lionairthai.com/th/ThaiLionAir-Experience/Baggage-Allowance

เริ่มออกเดินทางสู่มหานครโอซาก้า

เรามาถึงสนามบินดอนเมืองช่วง 00.30 น. ของคืนวันอังคาร เพื่อเตรียมตัวบินไฟลต์เช้ามืด โดยเคาน์เตอร์เช็กอินจะเปิดล่วงหน้า 3 ชั่วโมง ซึ่งตอนนี้เปิดมาได้ประมาณ 20 นาทีแล้ว เราขอแนะนำให้คุณเข้ามาทาง ประตูหมายเลข 7 (Terminal 1) ซึ่งอยู่ใกล้กับเคาน์เตอร์เช็กอิน แถว 8 ของ Thai Lion Air พอดี แถมเคาน์เตอร์บริการของสายการบินก็อยู่ตรงนี้ด้วย มีปัญหาอะไรก็สามารถปรึกษาเจ้าหน้าที่ได้ทันที

โชคดีที่ตอนเราไปถึงคิวไม่เยอะมาก รอเพียงคิวเดียวก็ได้โหลดกระเป๋าเลย และข่าวดีคือตอนนี้ Thai Lion Air กลับมาเปิดใช้ระบบเช็กอินออนไลน์แล้ว! โดยเราจะได้รับอีเมลแจ้งเตือนล่วงหน้า 24 ชั่วโมง และสามารถเช็กอินผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน BookCabin มาก่อนได้เลย บริการนี้ช่วยให้เราแพลนทริปได้สะดวกและประหยัดเวลาขึ้นเยอะมาก

สำหรับสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง เราได้น้ำหนัก คนละ 20 กก. โดยรอบนี้เราสองคนมีกระเป๋าคนละ 1 ใบ (ขนาด 25 นิ้ว และ 28 นิ้ว) ชั่งน้ำหนักรวมกันได้ 31.8 กก. ค่ะ และสำหรับสายช้อปสามารถซื้อน้ำหนักเพิ่มได้สูงสุดรวมต่อคนอยู่ที่ 45 กก. ซึ่งแต่ละชิ้นห้ามเกิน 32 กก. นะคะ ที่สำคัญคือกระเป๋าจะถูก Check-through ไปรับที่คันไซได้เลย ไม่ต้องรอรับและโหลดใหม่ที่ไทเป สะดวกมาก!

ส่วนกระเป๋า Carry-on ถือขึ้นเครื่องได้คนละ 1 ชิ้น น้ำหนักไม่เกิน 7 กก. (อัปเดตปี 2026: ขนาดไม่เกิน 56 x 36 x 23 ซม.) ส่วนใครมีของใช้จำเป็นระหว่างรอ Transit แนะนำให้แยกมาไว้ในนี้เลยค่ะ และอย่าลืมว่า พาวเวอร์แบงก์รวมถึงอุปกรณ์ที่มีแบตเตอรี่ทุกชนิด ต้องถือขึ้นเครื่องเท่านั้นนะคะ อย่างรอบนี้เราก็มีทั้งกล้อง ถุงร้อนไฟฟ้า และเครื่องสูบลมถุงสุญญากาศที่ต้องเช็กให้ดีก่อนผ่านด่านตรวจค่ะ

ในขั้นตอนการเช็กอิน เจ้าหน้าที่สายการบินจะออก Boarding Pass ให้เรามา 1 ใบ ซึ่งระบุข้อมูลเส้นทางทั้งหมดตั้งแต่ DMK-TPE และ TPE-KIX โดยเราสามารถใช้ Boarding Pass ใบเดิมนี้ใบเดียวตลอดการเดินทางได้เลยค่ะ ไม่ต้องแวะรับใบใหม่หรือผ่านเคาน์เตอร์เช็กอินอีกรอบที่ไทเป สะดวกและลดขั้นตอนไปได้เยอะมาก!

นอกจากนี้ เรายังได้รับสติกเกอร์ International Transfer วงกลมสีแดงสำหรับติดหน้าอก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่มองเห็นง่าย ช่วยให้เจ้าหน้าที่ดูแลเราในช่วงเปลี่ยนเครื่องที่สนามบินไทเปได้สะดวกขึ้นค่ะ

Boarding Time คือ 02.25 น. ซึ่งวันนี้เราจะขึ้นเครื่องกันที่ Gate 23 ค่ะ เมื่อผ่านด่านตรวจเรียบร้อยแล้ว Gate ของเราจะอยู่ทางฝั่งซ้าย ระหว่างทางมีร้าน Duty Free ของ King Power อยู่ถึง 3 จุด ซึ่งจำหน่ายเครื่องสำอาง ขนม และสินค้าแบรนด์เนมพอให้เดินเพลินๆ ค่ะ 

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารให้เลือกอยู่พอสมควร ทั้ง Starbucks, McDonald’s, S&P, Thai Taste, และ Kuai Le หรือใครลืมของใช้จำเป็นก็มีร้าน Boots ที่เราแอบเห็นว่ามีสต็อกยาดม และแผ่นแปะแก้ปวดเยอะมากเป็นพิเศษด้วย 

รอบนี้เราไปถึงก่อนเวลาพอสมควร เลยมีเวลาแวะซื้อขนมปังจาก Starbucks มานั่งชิลล์รอขึ้นเครื่องได้สบายๆ ราวหนึ่งชั่วโมง ซึ่ง Gate 23 เป็นจุดที่สะดวกมาก เพราะมีทั้งจุดชาร์จโทรศัพท์ ห้องน้ำ จุดเติมน้ำ และร้านค้าบูธเล็กๆ อยู่หน้าประตูเลยค่ะ

  • Flight : SL396
  • Route : Don Mueang (DMK) – Taiwan Taoyuan (TPE) 
  • Departure Time : 3.10 AM 
  • Arrival Time : 8.00 AM 
  • Duration : 3 hour 50 min 
  • Distance : 1,545 Miles 
  • Aircraft : Boeing 737–800
  • Class : Economy

ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้เราตื่นเต้นมากในการเดินทางครั้งนี้ คือการบินเส้นทาง “กรุงเทพฯ-โอซาก้า” ซึ่งถือเป็นเที่ยวบินแรกของเส้นทางใหม่ ใช่ค่ะ…เราคือผู้โดยสารกลุ่มแรกที่ได้ประเดิมเส้นทางนี้! ซึ่งเป็นการกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งอย่างเป็นทางการหลังจากหยุดไปในช่วงโควิด-19 โดยเส้นทางนี้จะให้บริการสัปดาห์ละ 4 ครั้ง (วันอังคาร, วันพฤหัสบดี, วันเสาร์ และวันอาทิตย์) ในเวลาเดียวกัน ใครที่กำลังวางแผนไปเที่ยวโอซาก้า บอกเลยว่านี่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมาก

ที่นั่ง 4E และ 4F ซึ่งอยู่ริมหน้าต่างฝั่งขวาบริเวณด้านหน้า คือที่นั่งบนเครื่องบิน Boeing 737–800 ที่เราจะนั่งในวันนี้ โดยมีขนาดที่นั่งกว้าง 31 นิ้ว ซึ่งกว้างกว่า Boeing 737–900ER สำหรับให้บริการในเส้นทางกรุงเทพฯ-โตเกียว ระยะห่างกับเก้าอี้ด้านหน้าสำหรับเราที่สูง 165 ซม. ถือว่ากว้างขวาง ไม่ติดเข่า และมีพื้นที่เหลือให้ขยับตัวได้สบายๆ มีโต๊ะด้านหน้าตามมาตรฐานและกระเป๋าที่บรรจุคู่มือความปลอดภัย นิตยสาร LIONMAC และ LION SKY CARE Menu สำหรับสั่งอาหาร โดยในช่วงการบินไปไทเป ผู้โดยสารมีประมาณ ¾ ของลำ เนื่องจากเที่ยวบินนี้ให้บริการเส้นทางบินทั้ง กรุงเทพฯ-ไทเป, กรุงเทพฯ-โอซาก้า, และไทเป-โอซาก้า ทำให้ระหว่างทางอาจมีผู้โดยสารเปลี่ยนหน้าไปมาและมีที่นั่งว่างบ้างก่อนที่ผู้โดยสารจะมาเติมเต็มที่ไทเป

เครื่องบิน Take-Off ช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย โดยเริ่มเคลื่อนตัวตอน 03.25 น. หลังจากเครื่องไต่ระดับได้ไม่นาน เราก็นอนหลับยาวอย่างมีความสุข และตื่นมาอีกครั้งใน 2 ชั่วโมงให้หลังเพื่อพบกับภาพพระอาทิตย์ขึ้นและแสงสีส้มสว่างสดใสที่เริ่มมาทักทายริมหน้าต่าง วิวสวยสะกดสายตามากๆ ค่ะ

หลังจากบินผ่านหมู่เมฆหนาประหนึ่งมหานครลอยฟ้าได้ราว 3 ชั่วโมง กัปตันก็เริ่มลดระดับเพดานการบินและนำเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนได้อย่างปลอดภัย โดยเรามาถึงในเวลา 07.50 น. (ตามเวลาท้องถิ่นไทเป ซึ่งเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง) ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเสียอีกแม้จะออกตัวช้า งานนี้ต้องยอมรับเลยว่ากัปตันเก่งและทำเวลาได้ยอดเยี่ยมมากค่ะ

เมื่อเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน (TPE) เราก็นั่งรถมินิบัสเข้าไปในตัวอาคารเพื่อเข้าสู่ขั้นตอน International Transfer ค่ะ โดยพอลงจากรถแล้วจะมีเจ้าหน้าที่คอยประกาศแยกกลุ่มผู้โดยสารที่จะไป “โอซาก้า”ออกจากกลุ่มที่สิ้นสุดการเดินทางที่ไทเปแห่งนี้ โดยกลุ่มเราจะได้รับการ์ดสีแดงสำหรับ Transfer มาถือไว้ค่ะ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะเดินนำทางเราเพื่อไปยังจุด Security Check เพื่อตรวจกระเป๋า Carry-on ก่อนขึ้นเครื่องอีกรอบหนึ่ง (ใครที่พกน้ำติดตัวมา อย่าลืมดื่มให้หมดหรือจัดการเททิ้งลงถังบริเวณหน้าจุดตรวจด้วยนะคะ) สำหรับห้องน้ำมีทั้งก่อนถึงจุดตรวจและหลังออกจากจุดตรวจเลยค่ะ แต่แนะนำว่าถ้า ให้ไปเข้าห้องน้ำบริเวณตรงข้ามทางเข้าจุดตรวจ (Transfer Counter B) จะดีที่สุดค่ะ เพราะไม่ต้องกังวลว่าจะหลง เนื่องจากเดินตามเจ้าหน้าที่มาถึงจุดนี้พอดี แถมห้องน้ำสะอาด คนไม่เยอะ และสะดวกสุดๆ ออกจากห้องน้ำปุ๊บก็เข้าจุดตรวจได้เลยค่ะ

หลังจากผ่านจุดตรวจแล้ว ให้เลี้ยวขวาเพื่อมุ่งหน้าไปที่ Gate B1R ค่ะ ทางเดินจะเป็นเส้นตรงเดินไม่ยากเลย แม้จังหวะนั้นเราจะพลัดหลงกับเจ้าหน้าที่ไปบ้าง แต่ก็สามารถเดินตามป้ายมาเองได้สบายๆ ค่ะ (หากบางช่วงมองไม่เห็นป้าย B1R ให้มองหาป้าย B1 แทนก็ได้ค่ะ พอเดินมาจนสุดทางอาคารแล้วให้ลงมาอีก 1 ชั้น ก็จะเจอกับ Gate B1R พอดี) โดยระหว่างทางมีร้าน Duty Free และร้านอาหารเยอะมากค่ะ แม้เราจะทำได้แค่เพียงมองผ่านๆ เพราะต้องกระชับเวลา ด้วยจังหวะการเดินแบบไม่เร่งรีบแต่ก็ไม่เอ้อระเหย พอมาถึงหน้า Gate ก็เป็นเวลาเรียกขึ้นรถมินิบัสพอดีค่ะ จากจุดนี้เราจะนั่งรถเพื่อกลับไปขึ้นเครื่องลำเดิมที่จอดรอเราอยู่ค่ะ

สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมต้องแวะพัก? นั่นเพราะ Thai Lion Air ใช้เครื่องบินลำเล็ก (Narrow-body) ซึ่งต้องแวะเติมน้ำมันก่อนบินข้ามมหาสมุทรค่ะ ข้อดีคือเราได้ลงมาเดินยืดเส้นยืดสาย บรรเทาอาการเมื่อยล้าได้ดีมาก แถมราคาตั๋วช่วงโปรโมชั่นเปิดตัวยังดีต่อใจสุดๆ แค่เที่ยวละ 3,560 บาท เท่านั้นเอง!

ขั้นตอนทั้งหมดตั้งแต่ลงเครื่องจนกลับมานั่งที่เดิมใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เท่านั้นค่ะ เป็นจังหวะการเดินทางแบบเรื่อยๆ มีช่วงรอผู้โดยสารคนอื่นขึ้น-ลงรถบ้าง ต่อคิวเข้าจุดตรวจและทยอยขึ้นบันไดเครื่องบินบ้างตามปกติ และเมื่อผู้โดยสารกลุ่มใหม่มาเติมจนเต็มลำและทุกอย่างพร้อมแล้ว กัปตันก็นำเครื่อง Take-off อีกครั้งในเวลา 09.25 น. เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางโอซาก้าค่ะ

  • Flight: SL396 
  • Route: Taiwan Taoyuan (TPE) – Osaka Kansai (KIX) 
  • Departure Time: 9.00 AM 
  • Arrival Time: 12.30 PM 
  • Duration: 2 hour 30 min 
  • Distance: 1,058 Miles 
  • Aircraft: Boeing 737-800 
  • Class: Economy

เที่ยวบินจากไทเปไปคันไซใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ค่ะ การบินนิ่งและราบรื่นมาก แม้ว่าช่วงกลางวันแดดจะค่อนข้างแรงจนสัมผัสได้ถึงความร้อนริมหน้าต่าง ทำให้ต้องปิดม่านกันแดดตลอดเวลาที่ทำได้ แต่ก็ถือว่าแลกมากับวิวท้องฟ้าช่วงเช้าที่สวยสะกดตาจนลืมไม่ลงจริงๆ

ด้านการบริการ ลูกเรือดูแลดีตามมาตรฐานค่ะ และความพิเศษสุดๆ ของไฟล์ทนี้ คือ หลังจากเครื่องไต่ระดับได้ที่ ลูกเรือก็ได้เดินแจก พวงกุญแจรูปเครื่องบิน เพื่อเป็นของที่ระลึกสำหรับการเดินทางในเที่ยวบินปฐมฤกษ์เส้นทางใหม่นี้ด้วย เป็นกิมมิกที่น่ารักและน่าประทับใจมากค่ะ

หลังจากนั้นในช่วงชั่วโมงสุดท้าย กัปตันก็เริ่มลดระดับเพดานการบินและนำเครื่องลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ (KIX) ได้อย่างปลอดภัย ในเวลา 12.33 น. ซึ่งห่างจากกำหนดการเพียง 3 นาทีเท่านั้น ถือเป็นการเปิดทริปญี่ปุ่นที่น่าตั้งตารอเลยค่ะ

สำหรับการผ่าน ตม. เราใช้เวลาไม่นานนัก เพราะเตรียมตัวลงทะเบียนผ่าน Visit Japan Web มาล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งที่สนามบินคันไซมีจุดตรวจสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนมาล่วงหน้าอยู่หลายช่องตรวจมากๆ หรือถ้าใครยังไม่ได้ทำมา ที่นี่ก็มีเครื่องให้บริการลงทะเบียนใหม่เช่นกันค่ะ แต่แนะนำว่าทำล่วงหน้ามาดีกว่าค่ะ สะดวกกว่ากันเยอะ ส่วนการกรอกเอกสารด้วยปากกาแบบเดิมก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างเหมือนกันนะคะ

ด้วยการกระจายจุดตรวจและการทำงานที่วางมาค่อนข้างดี ทำให้ขั้นตอนผ่านไปอย่างรวดเร็ว พูดตามตรงเลยว่ามาญี่ปุ่นกี่ครั้ง ระบบการตรวจคนเข้าเมืองของที่นี่ก็มีการพัฒนาปรับเปลี่ยนตลอดเวลาเลย โดยหลังจากผ่าน ตม. ออกมาแล้ว เราจะไปรับกระเป๋ากันที่ สายพานหมายเลข 2 ซึ่งใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีก็ได้กระเป๋าพร้อมออกไปผจญภัยแล้ว โดยระยะเวลาตั้งแต่ลงเครื่องจนรับกระเป๋าเสร็จสิ้นใช้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมง เท่านั้นค่ะ

การเดินทางจากสนามบินสู่พิกัดแรกของทริปนี้

เราลงเครื่องที่ Terminal 1 ค่ะ ภารกิจแรกคือการไปถอนเงินสดที่ตู้ ATM ของ SEVEN BANK และมุ่งหน้าไป JR Ticket Office โดยเมื่อเราเดินออกมาจากประตูผู้โดยสารขาเข้า (International Arrivals North) จะเห็นจุดประชาสัมพันธ์อยู่ด้านหน้าเยื้องไปทางซ้าย ให้ใช้จุดนี้เป็นจุดอ้างอิงหลักได้เลยค่ะ

ตู้ ATM จะอยู่ด้านหลังจุดประชาสัมพันธ์ทางด้านขวา (ติดกำแพงใกล้ประตูทางออก) เราตรงไปถอนเงินสดด้วยบัตร Travel Card (Youtrip) ทันที เพื่อให้มีเงินเยนติดตัวไว้ใช้จ่าย โดยขั้นตอนการกดเงินก็ง่ายมาก เพียงสอดบัตรและทำตามขั้นตอนตามรูปด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

หลังจากได้เงินเรียบร้อยแล้ว จากหน้าตู้ ATM ให้เดินไปทางซ้ายอีกเพียงไม่กี่สิบเมตรก็จะเจอบันไดเลื่อนสำหรับขึ้นไปชั้น 2 ค่ะ (*ถ้าใครไม่ต้องการกดเงิน เมื่อเดินออกมาจากประตูขาเข้า ให้เลี้ยวซ้ายเดินเลยจุดประชาสัมพันธ์มานิดเดียว จะเจอบันไดเลื่อนอยู่ติดกำแพงฝั่งขวามือค่ะ)

พอขึ้นมาถึงชั้น 2 จะเจอ ประตูทางออก D อยู่ทางขวามือ ให้เดินออกประตูนี้แล้วข้ามทางเชื่อมไปยังอาคารสถานีรถไฟได้เลยค่ะ จุดหมายของเราคือ JR Ticket Office ซึ่งจะอยู่สุดทางฝั่งซ้ายมือพอดีค่ะ

เปิดบัตร ICOCA ลายพิเศษ : Hello Kitty & Astro Boy!

เหตุผลที่เราต้องมุ่งตรงมาที่ JR Ticket Office ก็เพื่อสิ่งนี้ค่ะ! การเปิดบัตร ICOCA ลายพิเศษ ที่ซื้อได้เฉพาะนักท่องเที่ยว และต้องเปิดที่ศูนย์บริการเท่านั้น บัตรใบนี้จะเป็นหัวใจหลักที่ใช้แตะจ่ายค่ารถไฟและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตลอดทั้งทริป เนื่องจากแผนการเดินทางของเราครั้งนี้ต้องใช้รถไฟจากหลากหลายบริษัท การจ่ายรายเที่ยวด้วยบัตร IC จึงสะดวกและตอบโจทย์กว่าการซื้อพาสเฉพาะทางมากค่ะ

ความต่างของบัตรทั่วไป vs ลายพิเศษ : จริงๆ แล้วคุณสมบัติเหมือนกันทุกอย่าง ต่างกันแค่ที่ “ลายบัตร” เท่านั้นค่ะ! แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ จำกัดสิทธิ์ 1 ใบ ต่อ 1 คนเท่านั้น (ต้องแสดง Passport ของแต่ละคนตอนซื้อด้วยนะคะ)

  • บัตรมาตรฐาน (สีฟ้า): กดได้เองที่ตู้สถานีที่มีเครื่องหมาย IC ทุกตู้ในโอซาก้า ค่าเปิดเริ่มต้น 1,000 เยน (มัดจำ 500 / ใช้ได้ 500)
  • บัตรลายพิเศษ: มีให้เลือกคือ Hello Kitty และ Astro Boy (เจ้าหนูปรมาณู) ต้องเปิดที่เคาน์เตอร์เท่านั้น แค่โชว์รูปให้เจ้าหน้าที่ดูได้เลยค่ะ โดยมีเงื่อนไขราคาเริ่มต้นต่างกันเล็กน้อย:
    • ลาย Hello Kitty: เริ่มต้น 2,000 เยน (มัดจำ 500 / ใช้ได้ 1,500)
    • ลาย Astro Boy: เริ่มต้น 3,000 เยน (มัดจำ 500 / ใช้ได้ 2,500)

เราสามารถเปิดบัตรในราคาเริ่มต้นไว้ก่อน แล้วค่อยไปเติมเงินที่ตู้ทีหลัง หรือจะบอกเจ้าหน้าที่ให้เติมเงินเพิ่มไปพร้อมกันตอนเปิดบัตรเลยก็ได้ค่ะ (เติมเงินได้สูงสุด 20,000 เยน) สำหรับทริปนี้เรามากัน 2 คน เลยเปิดมาทั้ง 2 ลายเลยจะได้ไม่คาใจ เพราะค่ามัดจำเท่ากันและยังไงก็ได้ใช้งานแน่นอนค่ะ

การใช้งาน : บัตรใบนี้ครอบคลุมขนส่งสาธารณะแทบทั้งหมดในญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นโอซาก้า โตเกียว หรือภูมิภาคอื่นๆ (เหมือนบัตร Suica หรือ PASMO ของฝั่งโตเกียวเลยค่ะ) แถมยังใช้แตะจ่ายในร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหารที่มีสัญลักษณ์ IC ได้ด้วย

การเติมเงิน : การเติมเงิน (Recharge) สามารถทำได้ที่ตู้ขายตั๋วที่มีเครื่องหมาย IC หรือจะเช็กยอดและเติมเงินผ่านตู้ ATM ของ SEVEN BANK ก็ได้เช่นกัน

ข้อควรรู้ก่อนกลับ : บัตรลายมาตรฐานและลาย Hello Kitty จะมีอายุการใช้งานนาน 10 ปี (นับจากการใช้งานครั้งสุดท้าย) แต่ความพิเศษคือบัตรลาย Astro Boy จะ ไม่มีวันหมดอายุ ค่ะ!

สำหรับใครที่อยากคืนบัตรเพื่อรับเงินมัดจำคืน มีเงื่อนไขสำคัญคือ “ต้องคืนในภูมิภาคที่ออกบัตรเท่านั้น” เช่น ถ้าออกบัตรที่โอซาก้า แม้จะนำไปใช้ที่โตเกียวได้ แต่ตอนคืนต้องกลับมาคืนที่โอซาก้าเท่านั้นค่ะ โดยจะมีค่าธรรมเนียมการคืน 220 เยน และได้รับเงินมัดจำคืน 500 เยน

แต่สำหรับเรา… เลือกลายสวยสะดุดตามาขนาดนี้แล้ว ขอเก็บไว้ใช้ต่อทริปหน้าให้คุ้มค่าทางใจแล้วกันนะคะ

สำหรับการเดินทางเข้าเมืองนั้นมีอยู่หลากหลายวิธีเลยค่ะ แต่ในวันนี้เราจะพาทุกคนเดินทางด้วยรถไฟสาย Nankai ซึ่งสถานีจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ JR Ticket Office เลย โดยเราจะนั่งไปเพียง 1 สถานีเท่านั้น เพื่อไปยัง Rinku Premium Outlet สถานที่ท่องเที่ยวแรกของการเดินทางในทริปนี้ค่ะ

ถ้าพร้อมแล้ว… ขอเชิญพบกับการผจญภัยในช่วงต้นฤดูหนาวเดือนธันวาคมกับ Complete Guide 24 พิกัดเที่ยวคันไซ [EP.1] : Osaka 12 จุดเช็กอิน ที่เราตั้งใจคัดสรรมาฝากทุกคนโดยเฉพาะ!


พิกัดที่ 1 : จุดช้อปใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตะวันตก วิวสวยริมอ่าวโอซาก้า ติดสนามบินเพียง 6 นาทีที่ “ริงกุ พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต” (Rinku Premium Outlets)

เมืองอิซุมิซาโนะ จ.โอซาก้า (Izumisano, Osaka)

หากพูดถึงการมาเยือนภูมิภาคคันไซ โดยเฉพาะเมื่อบินมาลงที่สนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) จุดเช็กอินแรกที่เหล่านักช้อปตัวยงห้ามพลาด หรือจุดแวะสุดท้ายก่อนโบกมือลาญี่ปุ่นก็คือ “ริงกุ พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต” (Rinku Premium Outlets) สวรรค์ของนักช้อปที่รวบรวมแบรนด์ดังในราคาสุดคุ้ม ปัจจุบันที่นี่คืออาณาจักรเอาท์เล็ตที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นตะวันตก ด้วยพื้นที่ร้านค้า 50,100 ตารางเมตร ซึ่งอัดแน่นไปด้วยร้านค้ากว่า 250 ร้าน โดยตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสนามบินคันไซเพียงไม่กี่นาที และสามารถเดินทางจากใจกลางโอซาก้าในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น ทำให้ที่นี่ได้รับความนิยมอย่างสูงและคึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี รับประกันได้เลยว่าคุณจะไม่ได้กลับออกมามือเปล่าอย่างแน่นอน

วิวัฒนาการ 2 ทศวรรษสู่เอาท์เล็ตชั้นนำ

เส้นทางของอาณาจักรเอาท์เล็ตแห่งนี้เริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2000 ในฐานะเอาท์เล็ตในเครือ Premium Outlets® แห่งที่ 2 ของญี่ปุ่น ภายใต้การบริหารของบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท-ไซมอน จำกัด โดยมีการพัฒนาและขยายพื้นที่อย่างต่อเนื่องในปี 2002, 2004 และ 2012 จนกระทั่งในปี 2020 ได้เปิดตัวโครงการส่วนขยายเฟสที่ 5 ขึ้นในเดือนสิงหาคมเพื่อฉลองครบรอบ 20 ปี การยกระดับครั้งล่าสุดนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความครบครันของแบรนด์เนมชั้นนำระดับโลกและแบรนด์ยอดนิยมของญี่ปุ่น แต่ยังเป็นการหลอมรวมประสบการณ์ช้อปปิ้งและการพักผ่อนหย่อนใจเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร

Main Side & Sea Side

ริงกุ พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต ตกแต่งในบรรยากาศรีสอร์ตริมทะเล แบ่งออกเป็นโซน Main Side และ Sea Side ที่เชื่อมถึงกันด้วยทางเดินสกายวอล์ค โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ฝั่ง Sea Side ซึ่งเปิดให้ช้อปปิ้งพร้อมชมวิวอ่าวโอซาก้า หรือจะเลือกไปเดินเล่นรับลมริมหาดชมพระอาทิตย์ตกดินในจุดที่มองเห็นสะพานทอดยาวสู่สนามบินคันไซ สำหรับสายกินห้ามพลาด “Rinku Dining” บนชั้น 3 ศูนย์อาหารในธีมการเดินเรือที่ใช้กระจกตัดแสงอัจฉริยะ ทำให้สามารถนั่งทานอาหารพร้อมชมวิวพาโนรามาได้อย่างสบายตา ต่อเนื่องไปยังพื้นที่ของ Seaside Park สนามหญ้ากว้างกว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Glamping สุดหรูริมชายฝั่งแห่งแรกในเอาท์เล็ตมอลล์ ผ่านบ้านพัก Jyubako ผลงานการออกแบบของสถาปนิกระดับโลก Kengo Kuma x Snow Peak นอกจากนั้นที่นี่ยังเป็นพื้นที่ Pet Friendly ส่งผลให้ที่แห่งนี้กลายเป็นพิกัดช้อปปิ้ง จุดเช็กอินถ่ายรูปสวย และเป็นพื้นที่พักผ่อนหลีกหนีความวุ่นวายของทั้งชาวเมืองและนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

ตัวอย่างรายชื่อร้านค้าที่น่าสนใจ :

  • สินค้าแบรนด์เนมและแฟชั่นระดับโลก : Alexander Wang, Armani, Boss, Burberry, Coach, Escada, Etro, Ferragamo, Jimmy Choo, Kate Spade New York, Kenzo, La Misola, Longchamp, Marc Jacobs, MCM, Michael Kors, Polo Ralph Lauren, Prada, Tag Heuer, Tory Burch, Tumi, Versace และ Zegna
  • กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง : มีให้เลือกอย่างจุใจทั้ง Adidas, Arc’teryx, Asics, Camper, Champion, Clarks, Coleman, Columbia Sportswear, Hawkins, Hoka, Keen, Logos, Mammut, New Balance, New Balance Golf, Nike, Oakley, Onitsuka Tiger, Puma, The North Face และ Under Armour
  • แฟชั่นไลฟ์สไตล์และสินค้าเฉพาะทาง : รวบรวมแบรนด์ยอดนิยมอย่าง Beams, Calvin Klein, Emoda, Eyevan, Francfranc, Journal Standard, Owndays, Snidel, Takeo Kikuchi และ UGG
  • ของใช้ในครัวเรือน : อาทิ Le Creuset, Samsonite, T-fal, Yogibo และ Zwilling J.A. Henckels
ส่วนลดสุดคุ้ม! 

สำหรับการช้อปปิ้งให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอย่าลืมนำ Passport ไปแสดงเพื่อรับคูปองส่วนลดเพิ่มเติม ซึ่งช่วยให้ประหยัดเพิ่มได้อีก 5-10% (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละร้าน) โดยสามารถติดต่อได้ที่ “ศูนย์ข้อมูล” (Information Center) บริเวณ Main Side ชั้น 1 ถัดจากร้าน Adidas Golf หรือที่ “ศูนย์ต้อนรับ” (Welcome Center) บริเวณ Sea Side ชั้น 1 ถัดจากร้าน KitKat ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน

การเดินทางไป Rinku Premium Outlets
การเดินทางด้วยรถไฟ

สถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดของ Rinku Premium Outlets คือ สถานี Rinku-Town โดยสามารถเดินทางได้จากหลายจุดหมาย อาทิ เช่น…

  1. เดินทางจาก สนามบินคันไซ (KIX) มาที่ สถานี Rinku-Town ด้วยรถไฟ JR Kansai Airport Line หรือ Nankai Line “Airport Express” โดยใช้เวลาเพียง 6 นาที
  2. เดินทางจาก ตัวเมืองโอซาก้า
    • จาก สถานี JR Osaka ด้วยรถไฟ JR Hanwa Line “Kansai Airport Rapid Service” ใช้เวลาประมาณ 60 นาที มายัง สถานี Rinku-Town 
    • จาก สถานี Tennoji ด้วยรถไฟ JR Hanwa Line “Kansai Airport Rapid Service” ใช้เวลาประมาณ 44 นาที มายัง สถานี Rinku-Town 
    • จาก สถานี Nankai Namba ด้วยรถไฟ Nankai Line “Airport Express” ใช้เวลาประมาณ 40 นาที มายัง สถานี Rinku-Town 

เมื่อมาถึง สถานี Rinku-Town ให้เดินตามทางเดินสกายวอล์ค ทะลุผ่านห้าง Rinku Pleasure Town Seacle (สังเกตง่ายๆ คือ ห้างที่มีชิงช้าสวรรค์ยักษ์สีรุ้ง) ระยะทางประมาณ 600 เมตร (ใช้เวลาเดิน 10 นาที) คุณจะพบทางแยกเข้าสู่เอาท์เล็ตระหว่าง Main Side (ฝั่งซ้ายมือ) และ Sea Side (ฝั่งขวามือ) เลือกได้เลยว่าจะไปช้อปฝั่งไหนก่อน!

การเดินทางด้วยรถบัส Sky Shuttle

บริการ Sky Shuttle ให้บริการเส้นทางไป-กลับ ระหว่างสนามบินคันไซ (KIX) กับ Rinku Premium Outlets ทางเลือกแสนสะดวกสบาย ส่งตรงถึงหน้าทางเข้า ให้คุณเก็บพลังไว้ช้อปได้อย่างเต็มที่

  • ใช้เวลา 15 นาที
  • อัตราค่าโดยสาร ผู้ใหญ่ 300 เยน/เที่ยว, เด็ก 150 เยน/เที่ยว (ไม่ต้องจองล่วงหน้า) 
  • จุดขึ้นรถบัสฝั่งสนามบินอยู่ที่ : Terminal 1 ชั้น 1 จุดขึ้นรถหมายเลข 12 
  • เวลาให้บริการจากสนามบิน-เอาท์เล็ต เที่ยวแรก 10.00 น. และเที่ยวสุดท้าย 19.15 น.
  • เวลาให้บริการจากเอาท์เล็ต-สนามบิน เที่ยวแรก 9.45 น. และเที่ยวสุดท้าย 19.00 น.
การเดินทางด้วยรถยนต์

หากใครเช่ารถขับเอง คุณสามารถศึกษาเส้นทางการเดินทางด้วยรถยนต์จากจุดหมายสำคัญต่างๆ ได้ที่ : https://www.premiumoutlets.co.jp/en/rinku/access/

โดยที่นี่มีลานจอดรถ 4 แห่ง ซึ่งรองรับรถยนต์ได้มากถึง 3,200 คัน ในอัตราค่าบริการ 400 เยน/ชั่วโมง 

สิทธิพิเศษสำหรับนักช้อป

  • ช้อปครบ 2,000 เยน ขึ้นไป/ร้าน: จอดฟรี 3 ชั่วโมง
  • ช้อปครบ 50,000 เยน ขึ้นไป/ร้าน: จอดฟรีทั้งวัน!
ข้อมูลเพิ่มเติม : Rinku Premium Outlets
  • ที่ตั้ง : 3-28, Rinku Ourai Minami, Izumisano-Shi, Osaka,  598-8508 ญี่ปุ่น 
  • ลิงก์ Google Maps : https://maps.app.goo.gl/Gop54EvnxozmXq6C9
  • เวลาทำการ :
    • เดือนมีนาคม – มกราคม : 10.00 น.-20.00 น.
    • เฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ : 10.00 น.-19.00 น.
    • โซนศูนย์อาหาร 10.00 น.-20.00 น.
    • วันหยุดประจำปี 1 วัน ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยแต่ละปีหยุดไม่ตรงกัน
  • เบอร์โทรศัพท์ : +81 50-1721-5234 / 072-458-4611
  • เว็บไซต์หลักของ ริงกุ พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต (ภาษาอังกฤษ)  : https://www.premiumoutlets.co.jp/en/rinku/
  • เว็บไซต์เวอร์ชั่นดูง่าย สวยงาม (แนะนำ***) + รายชื่อร้านอาหาร : https://www.premiumoutlets.co.jp/en/rinku/sp/welcome/
  • ตารางเวลาเดินรถบัส Sky Shuttle ระหว่างสนามบินคันไซ – เอาท์เล็ต : https://www.kate.co.jp/en/timetable/detail/SKYB
  • รายชื่อร้านค้าทั้งหมดภายในเอาท์เล็ต : https://www.premiumoutlets.co.jp/en/rinku/brands/?tab=1
  • แผนที่ร้านค้าแบบ 3 มิติ : https://platinumaps.jp/d/premiumoutlets-rinku?c=po_c1&floor=1F
  • วิธีการเดินทางด้วยรถไฟจากจุดหมายสำคัญ (สนามบินคันไซ/โอซาก้า/USJ/เกียวโต/นารา/วาคายามะ) : https://www.premiumoutlets.co.jp/en/rinku/access/access_bus.html
  • วิธีการเดินทางด้วยรถยนต์จากจุดหมายสำคัญต่างๆ : https://www.premiumoutlets.co.jp/en/rinku/access/
  • ข้อมูลการให้บริการด้านอื่นๆ (Tax Free, Wi-Fi, ATM, แลกเงิน, ตู้ล็อกเกอร์, ห้องสวดมนต์, ห้องให้นมบุตร, ห้องเปลี่ยนผ้าอ้อม, ห้องพยาบาล, รถเข็นเด็ก, รถเข็น, บริการส่งพัสดุ, ฯลฯ) : https://www.premiumoutlets.co.jp/en/rinku/service/

พิกัดที่ 2 : พิกัดสุดฮอตแห่งโอซาก้า พาตะลุยอาณาจักรแห่งความสุขระดับโลกที่ “Universal Studios Japan” (USJ)

เขตโคโนฮานะ จ.โอซาก้า (Konohana, Osaka)

Universal Studios Japan หรือ USJ คือแลนด์มาร์คความสนุกระดับโลกใจกลางเมืองโอซาก้า ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นสวนสนุกในเครือ Universal Studios แห่งแรกนอกประเทศสหรัฐอเมริกาและเป็นแห่งแรกในทวีปเอเชีย นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2001 ที่นี่ได้ทะยานขึ้นเป็นสวนสนุกยอดนิยมอันดับ 1 ของญี่ปุ่น และครองแชมป์อันดับ 3 ของโลก โดยในปี ค.ศ. 2024 มีผู้มาเยือนมากถึง 16 ล้านคน ความโดดเด่นที่ทำให้ USJ แตกต่างจากสาขาอื่นทั่วโลก คือการผสมผสานเสน่ห์ของโลกภาพยนตร์และการ์ตูน Original ของ Universal Studios เข้ากับจิตวิญญาณป๊อปคัลเจอร์ของญี่ปุ่นอย่างลงตัว ทั้งการหยิบยกคาแรกเตอร์จากเกมชื่อดังอย่าง Super Mario จากค่าย Nintendo และอีเวนต์พิเศษจากมังงะและอนิเมะยอดนิยมเรื่องต่างๆ ที่หมุนเวียนมาให้ร่วมสนุกแบบที่หาจากที่ไหนไม่ได้ โดยภายในพื้นที่ถูกเนรมิตออกเป็น 10 โซนสุดอลังการ ที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแสนมหัศจรรย์ พร้อมขบวนพาเหรด โชว์สุดตระการตา ร้านอาหารธีมพิเศษ และร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึก รวมไปถึงกิจกรรมพิเศษตามเทศกาลต่างๆ ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนอย่างไม่ขาดสายตลอดทั้งปี มาเตรียมตัวให้พร้อม แล้วมุ่งสู่โลกที่จินตนาการเป็นจริงได้ ณ อาณาจักรแห่งความสุขระดับโลกนี้ไปด้วยกัน!

ส่อง 10 โซนมหัศจรรย์แห่ง USJ
1. Super Nintendo World™

โซนที่ฮิตที่สุดของ USJ ที่ถ้าใครไม่ได้เข้าถือว่ามาไม่ถึง! ที่นี่เนรมิตโลกวิดีโอเกมยุค ’80s อย่าง Super Mario มาไว้ในชีวิตจริงเป็นครั้งแรกของโลก กิมมิคสำคัญคือการสวม Power-Up Band สายรัดข้อมือสะสมคะแนน ให้คุณสนุกกับการกระโดดชกบล็อกอิฐหรือเก็บเหรียญทองตามจุดต่างๆ ทั่วทั้งโซน

ประเดิมความมันส์ด้วยโซนขยายล่าสุด Donkey Kong Country™ กับเครื่องเล่นสุดระทึก Mine Cart Madness™ รถไฟเหาะธีมรถเหมืองบ้าคลั่งที่พุ่งทะยานรอบวัดทองคำ ไฮไลท์เด็ดอยู่ที่การ “กระโดดข้ามรางที่ขาด” เพื่อภารกิจปกป้องกล้วยทองคำ! จากนั้นไปต่อกันที่ Mario Kart: Koopa’s Challenge™ เครื่องเล่นสุดล้ำที่ใช้เทคโนโลยี AR ให้คุณหลุดเข้าไปในเกม Mario Kart 8 เตรียมปา “กระดองเต่า” ใส่ศัตรูและซิ่งไปกับมาริโอ้และเจ้าหญิงพีชเพื่อชิงอันดับหนึ่งในปราสาท Bowser’s ก่อนปิดท้ายด้วยความละมุนกับ Yoshi’s Adventure™ เกาะหลังโยชิออกตามล่า “ไข่ปริศนา 3 ใบ” พร้อมชมวิวชิลๆ ของอาณาจักรเห็ดจากมุมสูง และที่พลาดไม่ได้ คือการเก็บภาพบรรยากาศโลกของมาริโอ้ที่น่ารักสดใสทุกตารางนิ้ว โดยเฉพาะจุดกึ่งกลางบริเวณชั้น 2 ที่คุณจะเห็นภาพรวมความอลังการของทั้งโซนได้เกือบครบทุกมุมในช็อตเดียว

2. The Wizarding World of Harry Potter™

เนรมิตอาณาจักรเวทมนตร์ด้วยสเกลการก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และรายละเอียดที่ประณีตในทุกตารางนิ้ว ทั้งปราสาท Hogwarts™, รถไฟ Hogwarts™ Express และยกเอาหมู่บ้าน Hogsmeade™ พร้อมร้านค้าต่างๆ มาอยู่ในโลกแห่งความจริง โดยเราขอแนะนำให้คุณแวะร้าน Ollivanders™ เพื่อชมฉากไม้กายสิทธิ์เลือกพ่อมด แล้วลิ้มลอง Butterbeer™ (ไม่มีแอลกอฮอล์) ก่อนจะแวะซื้อของฝากเป็นเยลลี่เม็ดทุกรสและช็อกโกแลตกบที่ร้าน Honeydukes™

การผจญภัยที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นที่เครื่องเล่น Flight of the Hippogriff™ ให้คุณร่วมผจญภัยไปกับสัตว์ในตำนานอย่างฮิปโปกริฟฟ์บนรถไฟเหาะที่ทะยานเหนือแปลงฟักทองยักษ์และโฉบผ่านกระท่อมของแฮกริด พร้อมวิวปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า (ถ้าเล่นช่วงค่ำ จะได้เห็นโชว์ไฟของปราสาทจากบนเครื่องเล่นด้วยนะ!) ก่อนจะปิดท้ายด้วยไฮไลท์ที่ห้ามพลาดกับ Harry Potter and the Forbidden Journey™ เครื่องเล่นระดับตำนานภายในปราสาทฮอกวอตส์ ที่จะพาคุณสวมบทผู้เข้าแข่งขันควิดดิช สัมผัสภาพสมจริงแบบ 360 องศา เพื่อไล่ล่าลูกโกลเด้นสนิช พร้อมเผชิญหน้ากับมังกรไฟและผู้คุมวิญญาณ การันตีความระทึกด้วยรางวัลเครื่องเล่นอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันถึง 5 ปีซ้อน

3. Minion Park

หลุดเข้าไปยังโลกของแก๊งมินเนี่ยนจอมป่วนจากแอนิเมชัน Despicable Me ที่อัปเกรดความซ่าใหม่ล่าสุด! เมื่อ Villain-Con งานรวมพลวายร้ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก บุกมาปักหลักที่ USJ ให้คุณได้หยิบปืนเลเซอร์มาโชว์แสบกับเครื่องเล่นใหม่ Illumination’s Villain-Con Minion Blast ก่อนจะเข้าห้องทดลองของมิสเตอร์กรูเพื่อเปลี่ยนร่างเป็นมินเนี่ยนไปผจญภัยใน Despicable Me Minion Mayhem และปิดท้ายด้วยการแข่งขันบนลานน้ำแข็งสุดหฤหรรษ์ที่ Freeze Ray Sliders

4. Jurassic Park

สวมบทนักผจญภัยย้อนเวลาสู่อาณาจักรโลกล้านปีที่เหล่าไดโนเสาร์ถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง! จากแรงบันดาลใจในภาพยนตร์ปี ค.ศ. 1993 ท้าประลองความเสียวระดับเอ็กซ์ตรีมกับ The Flying Dinosaur รถไฟเหาะที่ยาวที่สุดและมีความแตกต่างของความสูงมากที่สุดในโลก ให้ความรู้สึกเหมือนถูกเทอราโนดอนจับตัวไปทะยานบนฟ้าและหมุนควง 360 องศา! นอกจากนี้ยังมี Jurassic Park – The Ride ล่องเรือหนีตายจากการไล่ล่าของทีเร็กซ์ที่กำลังบ้าคลั่ง ก่อนจะดิ่งลงจากความสูง 25.9 เมตรจนชุ่มฉ่ำไปทั้งตัว

5. Universal Wonderland

โซนสุดน่ารักที่เหมาะกับครอบครัวที่พาคุณหนูตัวน้อยมาเป็นที่สุด ซึ่งรวบรวมคาแรกเตอร์อย่าง Hello Kitty, Snoopy และเหล่าแก๊ง Sesame Street บนพื้นที่กว่า 30,000 ตร.ม. พร้อมเครื่องเล่นและกิจกรรมกว่า 30 รูปแบบ พบไฮไลท์อย่าง The Flying Snoopy ที่คุณจะได้นั่งบนสนูปปี้ตัวใหญ่ออกผจญภัยลัดฟ้าไปด้วยกัน จากนั้นแวะเช็คอินสตูดิโอแฟชั่นของ Hello Kitty และเตรียมกล้องให้พร้อมสำหรับกิจกรรมถ่ายรูปกับตัวละครโปรดที่จะแวะมาทักทายอย่างใกล้ชิด รับรองว่าใจฟูกันทั้งครอบครัวแน่นอน

6. New York

ย้อนเวลาสู่มหานครนิวยอร์กยุค 1930 ที่ยกเอาแลนด์มาร์กดังอย่าง 5th Avenue จนถึง Delancey Street มาให้สำรวจแบบทุกซอกทุกมุม แฟนหนังต้องเพลิดเพลินกับการเดินเล่นท่ามกลางฉากหลังภาพยนตร์ระดับโลก ยิ่งช่วงกลางคืนจะสวยงามเป็นพิเศษด้วยแสงไฟหลากสี พร้อมเซอร์ไพรส์จากอีเวนต์พิเศษที่หมุนเวียนมาสร้างความตื่นเต้นตลอดทั้งปี

7. Hollywood

เช็กอินโซนหน้าสุด สัมผัสบรรยากาศย่าน Hollywood ทันทีที่ก้าวเข้าสวนสนุก! โซนนี้อัดแน่นไปด้วยเครื่องเล่น ร้านค้า และการแสดงมากที่สุดใน USJ ให้คุณได้เดินบนถนน Hollywood Boulevard ที่เปล่งประกายในยุค 1930 ซึ่งมีรถไฟเหาะยอดฮิตอย่าง Hollywood Dream – The Ride และ Space Fantasy – The Ride พร้อมไฮไลต์ขบวนพาเหรดฉลอง 25 ปีสุดยิ่งใหญ่ NO LIMIT! Parade: Discover U!!! Version (4 มี.ค. 2026 – 11 ม.ค. 2027) ที่จะเปลี่ยนค่ำคืนนี้ให้กลายเป็นความทรงจำแสนพิเศษ

8. San Francisco

โซนที่จำลองเมืองท่าอันดับ 1 ของอเมริกาอย่างซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย มาให้คุณได้สัมผัสเสน่ห์ของการผสมผสานวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยเนรมิตย่านสุดคลาสสิกอย่าง Fisherman’s Wharf และ Chinatown มาไว้ตรงหน้า! นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่บรรยากาศดีที่เหมาะสำหรับการแวะเติมพลังพร้อมนั่งชิลรับลมทะเล ไม่ว่าจะเป็น HAPPINESS CAFE®, Lombard’s Landing™, The Dragon’s Pearl และ Wharf Café

9. Amity Village

จำลองหมู่บ้านชาวประมงอันเงียบสงบ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเครื่องเล่น JAWS ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ระทึกขวัญระดับตำนานในปี ค.ศ. 1975 เตรียมใจให้พร้อมแล้วไปล่องเรือเผชิญหน้ากับเจ้าฉลามยักษ์ที่รอจู่โจมอยู่ใต้ผืนน้ำ! โดยเครื่องเล่นนี้มีอยู่ที่ USJ เพียงแห่งเดียวในโลกเท่านั้น และห้ามพลาดการไปแชะภาพคู่กับฉลามยักษ์แลนด์มาร์กสำคัญของโซนนี้ ก่อนจะไปท้าประลองฝีมือปาบอลที่ Amity Boardwalk Games และแวะเติมพลังที่ Amity Ice Cream, Boardwalk Snacks, หรือ Amity Landing Restaurant

10. WaterWorld®

ฉากของโลกอนาคตยุคดิสโทเปียที่ผืนดินถูกน้ำทะเลกลืนกิน ชมการแสดงสตันท์ ที่มีแรงบันดาลใจจากภาพยนต์นิยายวิทยาศาสตร์ในปี ค.ศ. 1995 เรื่อง WATERWORLD ตื่นตาตื่นใจไปกับแอ็กชันเหนือผืนน้ำสุดระทึก ทั้งเจ็ทสกีผาดโผนและการต่อสู้อันดุเดือด จัดเต็มสเปเชียลเอฟเฟกต์ในสเตเดียมความจุกว่า 3,000 ที่นั่ง เป็น 20 นาทีแห่งความมันส์แบบทะลุจอที่จะทำให้คุณลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้!

การเดินทางไป Universal Studios Japan (USJ)
การเดินทางด้วยรถไฟ

จากสถานีที่ใกล้ที่พักของคุณที่สุด ให้ขึ้นรถไฟ JR สาย Osaka Loop Line ไปลงที่ สถานี Nishikujo –> จากนั้นเปลี่ยนไปขึ้นรถไฟสาย JR Yumesaki Line เพื่อมาลงที่ สถานี Universal City ซึ่งเป็นสถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุดของ Universal Studios Japan (USJ) –>และเดินต่ออีก 400 เมตร (ใช้เวลาประมาณ 6 นาที) ก็จะถึงประตูทางเข้า USJ

ข้อมูลเพิ่มเติม : Universal Studios Japan (USJ)

พิกัดที่ 3 : ท้าทายความสูงบนกระเช้าซีทรู ชมวิวเหนืออ่าวโอซาก้า บน “ชิงช้าสวรรค์เท็มโปซาน” (Tempozan Ferris Wheel)

เขตมินาโตะ จ.โอซาก้า (Minato, Osaka)

เปิดประสบการณ์ “เดินทางกลางอากาศ” เหนือแถบริมอ่าวโอซาก้า ณ ชิงช้าสวรรค์เท็มโปซาน (Tempozan Ferris Wheel / 天保山大観覧車) ชิงช้าสวรรค์ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการจัดอันดับว่าใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่บนศูนย์การค้า Tempozan Marketplace ภายในโครงการ Tempozan Harbor Village ห่างจากพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Kaiyukan)เพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น การหมุนเพียงหนึ่งรอบจะช่วยเปิดมุมมองใหม่เหนือเมืองโอซาก้า ไม่ว่าจะเป็นช่วงกลางวันที่จะได้เห็นผืนน้ำสีครามสะท้อนแดด หรือช่วงเย็นเพื่อดื่มด่ำกับพระอาทิตย์ตกดิน ไปจนถึงแสงไฟระยิบระยับในยามค่ำคืน พิกัดแห่งนี้จึงเป็นจุดเช็กอินที่ตอบโจทย์ทั้งการมาเที่ยวแบบครอบครัว และคู่รักที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศอันแสนโรแมนติก

ย้อนรอยตำนานแชมป์โลกปี 1997 ชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุด

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1997 ที่ชิงช้าสวรรค์แห่งนี้เปิดทำการครั้งแรก ได้สร้างความฮือฮาด้วยการครองตำแหน่ง “ชิงช้าสวรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก” (แม้ปัจจุบันตำแหน่งแชมป์โลกจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา) โดยโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาท่าเรือเท็มโปซานที่ปรับโฉมจากท่าเรือเก่าแก่ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก โครงสร้างของ Tempozan Ferris Wheelมีความสูงถึง 112.5 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางวงล้อ 100 เมตร ใช้เวลาโคจรครบหนึ่งรอบอยู่ที่ 15 นาที เมื่อกระเช้าเคลื่อนสู่จุดสูงสุดคุณจะสามารถมองเห็นทัศนียภาพแบบพาโนรามาได้ไกลถึง 20 กิโลเมตร ครอบคลุมแลนด์มาร์กสำคัญ ได้แก่ ทิศตะวันออก: เทือกเขา Ikoma, ทิศตะวันตก: สะพาน Akashi Kaikyō, ทิศใต้: สนามบินนานาชาติคันไซ และ ทิศเหนือ: เทือกเขา Rokko รวมถึงสวนสนุก Universal Studios Japan (USJ) ที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของอ่าว

*เกร็ดน่ารู้ : ปัจจุบันในปี ค.ศ. 2026 ชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลกคือ Ain Dubai ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ด้วยความสูง 250 เมตร

การันตีด้วยรางวัล G-Mark นวัตกรรมแสงสีและพยากรณ์อากาศลอยฟ้า

ไฮไลต์ที่ทำให้เท็มโปซานโดดเด่นคือระบบไฟ LED ยามค่ำคืนที่ได้รับรางวัล Good Design Award ในปี 2015 ด้วยนวัตกรรมผสมผสานระหว่าง “Direct Illumination” ที่ให้แสงสีสดใสคมชัด และ “Indirect Illumination” ที่สาดแสงนุ่มนวลชวนฝัน ร่วมกันแต่งแต้มศิลปะบนผืนผ้าใบวงกลมขนาด 100 เมตร ซึ่งไม่เพียงแต่เนรมิตความสวยงาม แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวบอกพยากรณ์อากาศลอยฟ้าสำหรับวันถัดไปอีกด้วย โดยสีส้มแดงหมายถึงอากาศแจ่มใส สีเขียวหมายถึงมีเมฆมาก และสีน้ำเงินหมายถึงฝนตก (หากวันไหนมีสภาพอากาศแปรปรวน คุณอาจจะได้เห็นทั้ง 3 สีพร้อมกัน!)

ท้าความหวาดเสียวบนกระเช้าซีทรู สัมผัสวิวมุมกว้างแบบใสรอบทิศทาง

สำหรับการขึ้นชิงช้าสวรรค์ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 60 ตู้ คุณสามารถเลือกสัมผัสประสบการณ์ได้ 2 รูปแบบ คือ “General Gondola”กระเช้าแบบมาตรฐานสีสันสดใส และไฮไลต์สำคัญอย่าง “See-Through Gondola” กระเช้าพื้นกระจกใสรอบทิศทาง (ผนัง พื้น และเก้าอี้) ที่มีให้บริการเพียง 8 ตู้ ซึ่งเปิดรับวิวมุมกว้างได้ทะลุปรุโปร่งทุกด้าน มอบประสบการณ์ความหวาดเสียวปนสนุกเสมือนกำลังลอยละล่องอยู่กลางอากาศ โดยกระเช้าแบบใสนี้ไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่อาจจะต้องเผื่อเวลาในการรอคิวที่นานกว่าปกติ นอกจากนี้ ยังมีตู้โดยสารออกแบบพิเศษอีก 3 ตู้สำหรับผู้ใช้รถเข็น เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงประสบการณ์อันน่าประทับใจนี้ได้อย่างเท่าเทียม โดยระหว่างการโคจรจะมีเสียงบรรยายข้อมูลสถานที่สำคัญเป็นภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษควบคู่ไปกับทัศนียภาพอันงดงาม

ค่าธรรมเนียมเข้าชมและแพ็กเกจพิเศษ
  • บัตรเข้าชมปกติ (อายุ3 ปีขึ้นไป) : 900 เยน/ผู้พิการ 450 เยน
  • แพ็กเกจนั่งชิงช้าสวรรค์ Ferris Wheel + นั่งเรือ Santa Maria : ผู้ใหญ่ 2,400 เยน /เด็กประถม 1,600 เยน
  • ผู้ถือบัตร Osaka Amazing Pass : ฟรี! ทั้งบัตรขึ้นชิงช้าสวรรค์และล่องเรือ Santa Maria (เฉพาะการนั่งเรือต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น)
การเดินทางไป Tempozan Ferris Wheel
การเดินทางด้วยรถไฟ

เดินประมาณ 6 นาที (ระยะทางประมาณ 400 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Osakako(C11) บนสาย สาย Chuo Line(สีเขียวเข้ม) ทางออก 1

การเดินทางด้วยรถยนต์

ใช้เวลาประมาณ 5 นาที จากทางด่วน Hanshin Expressway หมายเลข 5 Wangan Route หรือ หมายเลข 16 Osakako Route (ทางออก Tempozan)

โดยสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน ของศูนย์การค้า Tempozan Marketplace(ตึกที่ตั้งของชิงช้าสวรรค์) โดยมีอัตราค่าบริการดังนี้:

  • วันจันทร์ – วันศุกร์ : 200 เยน/30 นาที (ค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 2,000 เยน)
  • วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ : 250 เยน/30 นาที (ค่าธรรมเนียมสูงสุดไม่เกิน 2,500 เยน)
ข้อมูลเพิ่มเติม : Tempozan Ferris Wheel

พิกัดที่ 4 : สัมผัสจิตวิญญาณแห่งโอซาก้า โลกใบใหม่ในบรรยากาศ Retro ที่ “ชินเซไก” (Shinsekai)

เขตนานิวะ จ.โอซาก้า (Naniwa, Osaka)

ชินเซไก (Shinsekai – 新世界) แปลว่า “โลกใหม่” เป็นย่านการค้าเก่าแก่ทางตอนใต้ของเมืองโอซาก้าที่ครอบคลุมพื้นที่ของย่านการค้าเอาไว้ในบรรยากาศแบบย้อนยุคได้อย่างมีเสน่ห์ พื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของงานนิทรรศการอุตสาหกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 5 (Inland Industry Expo 5) ในปี 1903 ซึ่งเคยดึงดูดผู้คนนับล้านและกลายเป็นหนึ่งในเมืองสมัยใหม่ที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น แม้จะเคยผ่านช่วงเวลาที่ถูกหลงลืมไปบ้าง แต่หลังจากปี ค.ศ. 2000 ชินเซไกก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในฐานะย่านแห่งความทรงจำยุคโชวะ (Showa Retro) โดยมีหอคอยซึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower) ตั้งตระหง่านเป็นศูนย์กลาง และตรอก Janjan Yokocho อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางป้ายโฆษณา 3 มิติและแสงไฟนีออนที่ส่องสว่างไสวเรียงรายตลอดสองฝั่ง เรียกความสนใจจากผู้ผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของร้านเกมวินเทจระดับตำนานอย่าง Kasuga Gorakujo ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1959, Shinsekai Hihokan ร้านเกมยิงปืนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น, โรงละครอาซาฮิที่เลื่องชื่อด้านละครตลก ไปจนถึงแผงขายอาหารทะเลที่เปิดให้คุณตกปลาได้เอง นับเป็นแลนด์มาร์กที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใครและเป็นจุดถ่ายภาพสีสันสดใสที่น่าเช็คอินที่สุดในโอซาก้า

บิลลิเคน”: เทพแห่งโชคลาภประจำชินเซไก

เมื่อเรามาเยือนย่านชินเซไกแห่งนี้ สัญลักษณ์ที่ขาดไม่ได้เลยคือ “บิลลิเคน” (Billiken) เทพแห่งโชคลาภใบหน้ายิ้มแย้ม นั่งเหยียดขา และมีเอกลักษณ์ที่แขนสั้นๆ หัวแหลมพร้อมดวงตารูปอัลมอนด์ ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดย Florence Pretz ศิลปินชาวอเมริกัน จากเมืองแคนซัส ก่อนจะถูกนำมาไว้ในชินเซไกจนกลายเป็นมาสคอตยอดนิยมที่พบเห็นได้แทบทุกหัวมุมถนน ชาวโอซาก้าเชื่อกันว่าบิลลิเคนคือเครื่องรางแห่งความโชคดี หากใครได้ลูบฝ่าเท้าของรูปปั้นไม้ดั้งเดิมบนหอคอยซึเทนคาคุหรือตามศาลเจ้าในย่านนี้ก็จะได้รับโชคลาภสมปรารถนา

สัมผัสจิตวิญญาณดั้งเดิมของโอซาก้าที่ “ตรอกจังจัง โยโกโจ”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ “ตรอกจังจัง โยโกโจ” (Janjan Yokocho/Nanyo-dori Shopping Street) ถนนคนเดินในร่มขนาดกะทัดรัดยาว 180 เมตร โดยชื่อของตรอกมาจากเสียง “จังจัง” ของชามิเซ็ง (เครื่องดนตรีสามสายดั้งเดิมของญี่ปุ่น) ที่หญิงสาวในอดีตดีดเรียกแขกเข้าร้าน ภายในตรอกเต็มไปด้วยร้านอาหารอร่อยในราคาย่อมเยา และความบันเทิงย้อนยุค ทั้งร้านเกมตู้ปาจิงโกะ ชมรมหมากรุกญี่ปุ่น (Shogi) และบาร์ยืนดื่มที่ลูกค้าประจำและนักท่องเที่ยวมักมาเยี่ยมเยือน ถือเป็นจุดเช็กอินที่สามารถสัมผัสจิตวิญญาณดั้งเดิมของโอซาก้าได้เป็นอย่างดี

“คุชิคัตสึ” สารพัดของทอดในย่านเรโทร

สำหรับสายกิน ชินเซไกคือสวรรค์ของ “คุชิคัตสึ” (Kushikatsu) อาหารชุบแป้งทอดเสียบไม้ที่เป็นซิกเนเจอร์ประจำย่าน โดยเฉพาะร้านระดับตำนานอย่าง “Kushikatsu Daruma” ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 1929 วัตถุดิบสารพัดชนิดจะถูกทอดจนกรอบเสิร์ฟคู่กับกะหล่ำปลีสดและซอสสูตรพิเศษที่มีกฎเหล็กว่า “ห้ามจุ่มซ้ำรอบสอง” นอกจากนี้ยังมีเมนูเด็ดอย่าง โดเทยากิ(Doteyaki) เอ็นเนื้อตุ๋นมิโซะ, โอโคโนมิยากิ, ทาโกะยากิรสต้นตำรับ หรือแม้แต่แซนด์วิชเนื้อวัวชุบเกล็ดขนมปังทอด (Gyu-katsu Sandwich) ท่ามกลางบรรยากาศการตกแต่งที่รื่นเริง ชินเซไกจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่รวมความอร่อยและความอบอุ่นแบบย้อนยุคเอาไว้ในที่เดียวอย่างสมบูรณ์แบบ

การเดินทางไป Shinsekai

ชินเซไกคือศูนย์รวมถนนช้อปปิ้งหลากเส้นทางที่เชื่อมต่อกันเป็นบริเวณกว้าง ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเลือกเข้าชมได้จากหลายเส้นทาง ซึ่งใช้เวลาเดินเท้าเข้าสู่พื้นที่เฉลี่ยเพียง 5 นาทีเท่านั้น โดยมีสถานีรถไฟดังต่อไปนี้ล้อมรอบ

การเดินทางด้วยรถไฟ
  • สถานีรถไฟ JR Shin-Imamiya บน JR Loop Line
  • สถานีรถไฟ Shin-Imamiya บน Nankai Main Line
  • สถานีรถไฟ Imamiya Ebisu บน Nankai Main Line
  • สถานีรถไฟใต้ดิน Ebisucho(K18) บนสาย Sakaisuji Line(สีน้ำตาล)
  • สถานีรถไฟใต้ดิน Dobutsuen-mae(M22) บนสาย Midosuji Line(สีแดง)
  • สถานีรถราง Ebisucho บนสาย Hankai Line ด้วย Hankai Electric Railway
ข้อมูลเพิ่มเติม : Shinsekai

พิกัดที่ 5 : ดิ่งสไลเดอร์ยักษ์ทะลุมิติ! “Tower Slider” แห่งหอคอยร้อยปี “ซึเทนคาคุ” (Tsutenkaku)

เขตนานิวะ จ.โอซาก้า (Naniwa, Osaka)

หากคุณคือผู้แสวงหาความตื่นเต้นรูปแบบใหม่ นี่คือคำตอบที่ใช่ที่สุด! เราขอชวนคุณมาท้าความเสียวกับสไลเดอร์ยักษ์ ‘TOWER SLIDER’ แห่งหอคอยซึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower) แลนด์มาร์กที่สลัดภาพลักษณ์จุดชมวิวอันเงียบสงบ กลายเป็นสวนสนุกลอยฟ้าสุดเร้าใจซึ่งเปิดให้บริการเมื่อปี ค.ศ. 2022 ตัวเครื่องเล่นเป็นสไลเดอร์ท่อใสคดเคี้ยวพาดผ่านตัวอาคารลิฟต์ เริ่มต้นความมันส์จากชั้น 3 ที่ความสูง 22 เมตรเหนือพื้นดิน พุ่งทะยานด้วยความเร็ว 27 กม./ชม. บนความชัน 30 องศา ก่อนจะวาร์ปลงสู่ชั้นใต้ดิน B1 ที่ความลึก 4.5 เมตร ด้วยระยะทางรวมกว่า 60 เมตร ในเวลาเพียง 10 วินาที! ให้คุณได้สัมผัสความรู้สึกราวกับดิ่งพสุธาผ่านท่อแก้วใสที่มองเห็นวิวเมือง ก่อนจะหลุดเข้าไปในอุโมงค์แสงไฟนีออนสุดล้ำ ราวกับกำลังทะลุมิติไปสู่อนาคต

รู้ไหมว่า Tsutenkaku ที่เราเห็นคือรุ่นที่ 2! ย้อนรอยประวัติหอไอเฟลแห่งนานิวะ

หอคอยซึเทนคาคุ (Tsutenkaku Tower – 通天閣) ซึ่งเป็นที่ตั้งของสไลเดอร์แห่งนี้ คือหนึ่งในแลนด์มาร์กอันล้ำค่าของเมืองโอซาก้าที่เปรียบเสมือนตัวแทนความรุ่งเรืองจากครั้งอดีต โดยเป็นจุดชมวิวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากใจกลางย่านย้อนยุคอย่าง Shinsekai หอคอยรุ่นแรกถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1912 และเชื่อมต่อด้วยกระเช้าสีแดงกับสวนสนุกลูน่าพาร์ค (Luna Park) ที่จำลองมาจากโคนีย์ไอส์แลนด์ USA ซึ่งถูกสร้างขึ้นพร้อมกันบนพื้นที่งาน Inland Industry Expo ครั้งที่ 5 (จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1903) ทำให้ที่แห่งนี้กลายเป็นย่านบันเทิงที่เรียงรายไปด้วยร้านอาหารและโรงภาพยนตร์

ชื่อ “ซึเทนคาคุ” หมายถึง อาคารสูงที่นำทางไปสู่สวรรค์ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหอไอเฟลและประตูชัย(Arc de Triomphe) ในฝรั่งเศส จนได้ฉายาว่า “หอไอเฟลแห่งนานิวะ” (Eiffel Tower of Naniwa) ซึ่งเริ่มแรกมีความสูงอยู่ที่ 75 เมตร เป็นอาคารที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นในขณะนั้น ทว่าในปี ค.ศ. 1943 หอคอยถูกเพลิงไหม้และต้องรื้อถอนไปในที่สุด ต่อมาในปี ค.ศ. 1956 ด้วยเสียงเรียกร้องของชาวเมือง หอคอยรุ่นที่ 2 จึงถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยความสูง 103 เมตร และมีความกว้างฐาน 24 เมตร (จุดชมวิวในร่มอยู่ที่ความสูง 91 เมตร) โดยเป็นผลงานของ Tachu Naito สถาปนิกผู้บุกเบิกการออกแบบอาคารต้านแผ่นดินไหว และเจ้าของฉายา ‘บิดาแห่งหอคอยญี่ปุ่น’ ซึ่งเป็นผู้ออกแบบโตเกียวทาวเวอร์(Tokyo Tower) ที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน

บริเวณยอดของหอคอยยังเติมความพิเศษด้วยการประดับไฟที่จะพยากรณ์อากาศสำหรับวันถัดไป: สีขาว หมายถึง ท้องฟ้าโปร่ง, สีส้ม หมายถึง มีเมฆ และสีน้ำเงิน หมายถึง ฝนตก หากเห็นสีแบบผสมผสาน นั่นหมายถึงสภาพอากาศที่แปรปรวนในหนึ่งวันนั่นเอง ปัจจุบันหอคอยแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้ของชาติอย่างภาคภูมิใจ

เปิดประสบการณ์ Tower Slider : เจาะลึกวินาทีความมันส์บนสไลเดอร์ท่อใส

การเพิ่มเครื่องเล่นใหม่ที่น่าตื่นเต้น Tower Slider เข้ามาในปี ค.ศ. 2022 ถือเป็นการเติมเต็มจิตวิญญาณแห่งความสนุกสนานในอดีตของลูน่าพาร์คให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง โดยโครงสร้างของสไลเดอร์ถูกออกแบบมาอย่างแน่นหนาและมีระบบป้องกันแผ่นดินไหวในตัว ตัวสไลเดอร์ทำจากท่อสเตนเลสและโพลีคาร์บอเนตกันความร้อนโปร่งใสเพื่อให้ผู้เล่นได้สัมผัสวิวเมืองโอซาก้าในมุมที่ต่างออกไป ซึ่งฉันคิดว่าแม้แต่ตัวผู้ออกแบบหอคอยอย่าง Tachu Naito ก็คงไม่คิดว่าวันหนึ่งจะมีสไลเดอร์ขนาดยักษ์มาเชื่อมต่ออยู่กับหอคอยแห่งนี้เช่นกัน

หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว คุณต้องลงมาที่ชั้น B1F ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของสไลเดอร์ จุดนี้เราจะได้เห็นสีหน้าของผู้เล่นคนอื่นที่เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจความสนุกกันแบบสดๆ เริ่มต้นด้วยการเก็บสัมภาระเข้าล็อกเกอร์(ฟรีสำหรับผู้เล่น) จากนั้นเจ้าหน้าที่จะยื่นหมวกนิรภัยลายทาโกะยากิสุดน่ารัก พร้อมแผ่นรองสีดำที่มีกระเป๋าสวมเท้าเพื่อความปลอดภัย บอกตามตรงว่าตลอดชีวิตฉันไม่เคยต้องใช้อุปกรณ์ Safety เต็มยศเพื่อเล่นสไลเดอร์มาก่อนเลย!

เมื่อพร้อมแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้น 2 แล้วเดินบันไดวนต่อขึ้นไปจุดปล่อยตัวที่ชั้น 3 ระหว่างรอคิว เสียงกรี๊ดของผู้เล่นคนก่อนหน้าช่วยบิลต์อารมณ์จนเริ่มรู้สึกหวั่นใจนิดๆ เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่จะกางแผ่นรองและให้เราสวมเท้าเข้าไป คุณจะมีเวลาเล็กน้อยเพื่อหันหน้าเข้ากล้องบันทึกวิดีโอและแอคท่าสุดเท่ ก่อนจะนอนราบ กอดอก และรอจังหวะปล่อยตัวจากแรงผลักของเจ้าหน้าที่! วินาทีที่พุ่งลงไป คุณจะผ่านช่วงท่อใสที่ถ้ามองทันคุณจะเห็นโครงสร้างเหล็กของหอคอยและท้องฟ้าโอซาก้าแวบหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่โซนไฟ LED กระพริบหลากสีราวกับทะลุอุโมงค์มิติ สวยมาก!

สำหรับฉัน ช่วงที่เสียวที่สุดคือวินาทีปล่อยตัวนั่นแหละ แต่พอลงมาแล้วกลับรู้สึกเพลิดเพลินจนลืมความหวาดเสียวที่ท้องน้อยไปเลย ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก รู้ตัวอีกทีก็ถึงพื้นแล้ว โดยรวมแล้วมันสนุกแบบที่ฉันอยากเล่นอีกหลายๆ รอบ ที่สำคัญทาง Tower Slider มีบริการบันทึกวิดีโอให้ฟรี! เพียงเชื่อมต่อ Wi-Fi ‘TOWER SLIDER MOVIE’ และสแกน QR Code ที่หน้าห้องล็อกเกอร์ คุณก็จะได้วิดีโอที่ระลึกซึ่งตัดต่อภาพตอนปล่อยตัว ฟุตเทจในอุโมงค์ และภาพตอนแลนดิ้งไว้เป็นที่ระลึกได้ทันที เป็นความตื่นเต้นที่อยากให้ทุกคนได้มาลองจริงๆ

ค่าธรรมเนียมสำหรับ Tower Slider (Tsutenkaku)
  • ผู้ใหญ่ (อายุ 15-65 ปี) : 1,000 เยน
  • เด็ก (อายุ 7-14 ปี) : 500 เยน
  • ผู้ถือบัตร Osaka Amazing Pass : ฟรี! (เลือกรับสิทธิ์ได้ 1 อย่าง : ระหว่างการขึ้นชมวิวบนหอคอย หรือ เล่นสไลเดอร์)
การเดินทางไป Tower Slider (Tsutenkaku)
การเดินทางด้วยรถไฟ
  • เดินประมาณ 3 นาที (ระยะทางประมาณ 240 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Ebisucho(K18) บนสาย Sakaisuji Line(สีน้ำตาล) ทางออก 3
  • เดินประมาณ 4 นาที (ระยะทางประมาณ 290 เมตร) จากสถานีรถราง Ebisucho ด้วย Hankai Electric Railway
  • เดินประมาณ 7 นาที (ระยะทางประมาณ 500 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Dobutsuen-mae(M22) บนสาย Midosuji Line(สีแดง) ทางออก 1
  • เดินประมาณ 8 นาที (ระยะทางประมาณ 550 เมตร) จากสถานีรถไฟ JR Shin-Imamiya (ทางออก East)
  • เดินประมาณ 12 นาที (ระยะทางประมาณ 850 เมตร) จากสถานีรถไฟ Shin-Imamiya ด้วย Nankai Electric Railway บนสาย Nankai Main Line (ทางออก West)
ข้อมูลเพิ่มเติม : Tower Slider (Tsutenkaku)

พิกัดที่ 6 : พิชิตภารกิจท้าความสูง ประสบการณ์โดดหอท้าความกล้าที่ “Tsutenkaku Dive & Walk”

เขตนานิวะ จ.โอซาก้า (Naniwa, Osaka)

Tsutenkaku Dive & Walk เป็นกิจกรรมใหม่ล่าสุดของหอคอยซึเทนคาคุ เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อช่วงฤดูร้อนปี ค.ศ. 2024 โดยกิจกรรมนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนสุดท้าทาย ได้แก่ Walk การสวมอุปกรณ์นิรภัยเพื่อเดินผจญภัยตามฐานสิ่งกีดขวางรอบนอกดาดฟ้าจุดชมวิวชั้น R3F (ความสูง 26 เมตรเหนือพื้นดิน) และ Dive กิจกรรมไฮไลต์ที่จะพาคุณไปสัมผัสอะดรีนาลีนที่พุ่งพล่านจากการกระโดดหอทิ้งตัวจากความสูง 40 เมตร ลงมายังจุดชมวิวชั้น R3F รวมระยะทิ้งตัวประมาณ 14 เมตร ท่ามกลางวิวเวิ้งว้างกลางอากาศของย่าน Shinsekai อันครึกครื้น

เริ่มต้นที่ Tsutenkaku Satellite : จุดเตรียมตัวก่อนท้าความสูง

จุดเริ่มต้นของกิจกรรมอยู่ที่ “Tsutenkaku Satellite” ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวหอคอยเล็กน้อย พิกัดนี้รวมครบทั้งจุดจำหน่ายตั๋ว บริเวณฝากของในล็อกเกอร์ (ฟรีสำหรับผู้ร่วมกิจกรรม) และจุดสวมอุปกรณ์นิรภัย (Safety Gear) โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแลอย่างใกล้ชิด คุณจำเป็นต้องใส่อุปกรณ์ให้เสร็จจากจุดนี้ก่อนจะเดินไปยังหอคอยเพื่อเริ่มกิจกรรม บอกเลยว่าเจ้าหน้าที่รัดอุปกรณ์ให้แน่นและรัดกุมมาก (โดยเฉพาะถ้าใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ จะรู้สึกแน่นเป็นพิเศษ)

สำหรับทางเข้าหอคอยจะแยกจากจุดเล่น Tower Slider อย่างชัดเจน โดยให้สังเกตทางเข้าฝั่งซ้ายมือซึ่งเป็นโครงสร้างอาคารที่สร้างแยกอิสระจากตัวหอคอยหลัก เพื่อรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้อย่างปลอดภัย เมื่อเข้ามาแล้วจะต้องเดินขึ้นบันไดวนที่เทียบได้กับความสูงประมาณ 5 ชั้นเพื่อไปยังชั้น R3F จากนั้นจึงข้ามสะพานเชื่อมเข้าสู่ตัวหอคอยเพื่อเริ่มกิจกรรม

Walk : เดินท้าลม ชมวิวโอซาก้าในมุมมองใหม่

กิจกรรมจะเริ่มต้นที่ Walk เจ้าหน้าที่จะเช็กอุปกรณ์นิรภัยอีกครั้ง พร้อมยึดสายสลิงเข้ากับราง และอธิบายวิธีใช้งาน จากนั้นเราจะได้ก้าวออกนอกรั้วกั้นเพื่อเดินวนรอบดาดฟ้าทั้ง 4 ทิศผ่านอุปสรรคต่างๆ ซึ่งถ้าอยู่บนพื้นดินคงดูเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก แต่พอมาอยู่บนความสูงระดับนี้ ประกอบกับลมที่พัดแรงและอากาศหนาว ต่อให้ทัศนียภาพจะสวยจับใจแค่ไหน ขาก็ยังสั่นพั่บๆ จนแทบไม่กล้าก้มมองข้างล่างเลยค่ะ

อย่างไรก็ตาม ระยะห่างระหว่างตัวเรากับขอบอาคารอยู่ที่ประมาณ 1.5 เมตร ทำให้ยังพออุ่นใจได้บ้าง โดยที่ตัวเราจะมีแผ่นการ์ด QR Code คล้องไว้สำหรับนำไปสแกนตามจุดต่างๆ ทั้ง 3 ฐาน เพื่อถ่ายรูปฟรีด้วยกล้องหลักของหอคอย พอสแกนเสร็จจะมีเวลาให้จัดท่าทางประมาณ 3 วินาที ดังนั้นแนะนำให้คิดท่าให้เรียบร้อยก่อนสแกนนะคะ เมื่อเดินจนครบรอบแล้ว เจ้าหน้าที่จะปลดสลิงให้ แล้วให้เราเดินขึ้นบันไดต่ออีกประมาณ 2-3 ชั้น เพื่อมุ่งหน้าสู่จุดปล่อยตัวของกิจกรรม Dive

Dive : วินาทีทิ้งตัวดิ่งพสุธา ใจกลางย่านชินเซไก

Dive คือการกระโดดหอทดสอบความกล้าท้าทายความสูง แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่จะรัดอุปกรณ์นิรภัยให้เราอีกครั้ง (รัดจนแน่นแล้วก็ยังแน่นได้อีกจนแอบสงสัยว่ามันจะแน่นอะไรขนาดนั้น!) ก่อนกระโดดจะมีการสอนท่าทางที่ถูกต้อง ฉันเชื่อว่าหลายคนคงเคยกระโดดหอสมัยเข้าค่ายลูกเสือที่พี่ทหารจะบิวต์ให้เรากางแขนกางขาท้าความเสียว แต่ที่นี่กลับตรงกันข้ามค่ะ ท่าที่ถูกต้องคือการกอดอกไขว้เป็นกากบาท ขาชิด และห้ามกระโดดพุ่งตัวออกไป แต่ให้ใช้การค่อยๆ ก้าวแล้ว “ทิ้งตัว” ลงมาทีละข้างแทน เป็นท่าที่ดูรัดกุมและปลอดภัยจนแปลกใจเลยล่ะ

วินาทีที่ต้องโดดจริงๆ แม้จะเตรียมใจมาแล้วแต่ความตื่นเต้นก็ทำให้ฉันเผลอกระโดดเบาๆ ลงมาอยู่ดี ที่สำคัญคือเราต้องเดินออกไปที่ริมแท่นกระโดดด้วยตัวเองในขณะที่เจ้าหน้าที่ปิดประตูเหล็กไล่หลังเรามา จุดนี้ห้ามหยุดชะงักหรือลังเลเด็ดขาดนะคะ เพราะถ้าช้าไปกล้องวิดีโอจะจับภาพการกระโดดของเราไม่ทัน นาทีที่ยืนอยู่ตรงขอบนั้นใจฉันอยากเดินกลับทันทีเลยค่ะ มันน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะมาก ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด วินาทีที่เสียวที่สุดคือ 3 วินาทีแรกของการทิ้งตัว เพราะมันรู้สึกเหมือนดิ่งลงกลางอากาศแบบไม่มีอะไรกั้นจริงๆ แต่พริบตาเดียวสายสลิงก็รั้งตัวเราไว้อย่างนุ่มนวล จนพอมีสติกลับมาดื่มด่ำกับทิวทัศน์ได้อีกครั้ง

พูดได้เลยว่าเป็นประสบการณ์ที่เร้าใจและอะดรีนาลีนสูบฉีดมากค่ะ ส่วน QR Code ที่เราพกไว้ก็นำกลับได้เลย รอเพียงไม่นานก็สแกนโหลดภาพและวิดีโอเท่ๆ เก็บไว้เป็นที่ระลึกได้ทันที สำหรับฉันที่นี่คือสิ่งที่ต้องมาลองสักครั้งในชีวิต แม้อาจจะไม่มีรอบที่สอง แต่ครั้งแรกนี้บอกเลยว่าคุ้มค่าสุดๆ ค่ะ!

ค่าธรรมเนียมสำหรับ Tsutenkaku Dive & Walk
  • ผู้ใหญ่ (อายุ 15-65 ปี) : 3,000 เยน
  • เด็ก (อายุ 9-14 ปี) : 2,000 เยน
  • ผู้ถือบัตร Osaka Amazing Pass : ฟรี!
การเดินทางไปจุดจำหน่ายตั๋ว Tsutenkaku Dive & Walk

***สำหรับกิจกรรม Tsutenkaku Dive & Walk เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วจะตั้งอยู่แยกจากตัวหอคอยหลัก โดยจะอยู่ที่ “Tsutenkaku Satellite” (ค้นหาใน Maps: 通天閣 SATELLITE) ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากหอคอย

การเดินทางด้วยรถไฟ
  • เดินประมาณ 3 นาที (ระยะทางประมาณ 250 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Ebisucho(K18) บนสาย Sakaisuji Line(สีน้ำตาล) ทางออก 3
  • เดินประมาณ 4 นาที (ระยะทางประมาณ 290 เมตร) จากสถานีรถราง Ebisucho ด้วย Hankai Electric Railway
  • เดินประมาณ 8 นาที (ระยะทางประมาณ 600 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Dobutsuen-mae(M22) บนสาย Midosuji Line(สีแดง) ทางออก 1
  • เดินประมาณ 9 นาที (ระยะทางประมาณ 650 เมตร) จากสถานีรถไฟ JR Shin-Imamiya (ทางออก East)
  • เดินประมาณ 13 นาที (ระยะทางประมาณ 950 เมตร) จากสถานีรถไฟ Shin-Imamiya ด้วย Nankai Electric Railway บนสาย Nankai Main Line (ทางออก West)
ข้อมูลเพิ่มเติม : Tsutenkaku Dive & Walk
  • ที่ตั้ง : 1 Chome-18-6 Ebisuhigashi, Naniwa Ward, Osaka, 556-0002 ญี่ปุ่น
  • ลิงก์ Google Maps ของจุดจำหน่ายบัตร (อยู่คนละแห่งกับหอคอย) : https://maps.app.goo.gl/ffhap268QDiTWDU98
  • เวลาทำการ : ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2026 : 9:10 น.-19:00 น. (รอบสุดท้ายเวลา 18:15 น.) *อาจมีการปรับเวลาตามฤดูกาล
  • เบอร์โทรศัพท์ของหอคอย Tsutenkaku : +81 6-6641-9555 (10.00 น.-17.00 น.)
  • เว็บไซต์ส่วนของ Drive & Walk : https://www.tsutenkaku.co.jp/tour/dive-walk.html
  • เว็บไซต์หลักของหอคอย Tsutenkaku : https://www.tsutenkaku.co.jp
  • ข้อมูลวิธีการเดินทางโดยละเอียด : https://www.tsutenkaku.co.jp/access/index.html

พิกัดที่ 7 : ชมวิวพาโนรามาบนตึกสูงที่สุดของภูมิภาคคันไซ ที่จุดชมวิว “Harukas 300”

เขตอาเบะโนะ จ.โอซาก้า (Abeno, Osaka)

จากประสบการณ์ชมวิวบนตึกระฟ้าหลายแห่งในญี่ปุ่น นี่คือพิกัดที่เราประทับใจและอยากนำเสนอมากที่สุดกับ “Harukas 300” บนยอดตึก Abeno Harukas แลนด์มาร์คที่สูงที่สุดในภูมิภาคคันไซด้วยระดับ 300 เมตรเหนือพื้นดิน โดยชื่ออาคารมาจากสำนวนญี่ปุ่นโบราณที่แปลว่า “ทำให้สดใสและปลอดโปร่ง” (to brighten, to clear up) ซึ่งสะท้อนผ่านทัศนียภาพกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ที่นี่เป็นจุดแรกๆ ที่ได้อาบแสงแดดยามเช้า พร้อมมอบวิวพาโนรามา 360 องศาอย่างไร้สิ่งกีดขวาง ผ่านผนังกระจกใสบานใหญ่สูงจรดเพดานทั้ง 4 ทิศ ให้ความรู้สึกมหัศจรรย์เหมือนกำลังจ้องมองแผนที่ขนาดใหญ่ในรูปแบบ Bird’s-eye view บอกเลยว่าความสวยงามนั้นกระแทกตา กระแทกใจ จนรู้สึกตื้นตันที่ได้มอง ไม่ว่าจะเป็นความกระจ่างใสตอนกลางวัน แสงสีทองยามเย็นที่ค่อยๆ ลับขอบฟ้า หรือแสงไฟระยิบระยับราวกับกล่องอัญมณีในยามค่ำคืน ที่นี่พร้อมมอบประสบการณ์ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักโอซาก้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแน่นอน

ทำความรู้จักกับตึกที่สูงที่สุดในภูมิภาคคันไซ Abeno Harukas

Abeno Harukas (あべのハルカス) ตั้งอยู่ใจกลางย่านเทนโนจิ โดยตั้งอยู่บนสถานีรถไฟ Kintetsu Osaka Abenobashi และอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ JR Tennoji อย่างพอดี ที่นี่เป็นตึกระฟ้าแบบมิกซ์ยูสที่พัฒนาโดยบริษัท Kintetsu Real Estate ที่รวมความครบครันไว้ในที่เดียว ทั้งห้างสรรพสินค้า Kintetsu สาขาที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Abeno Harukas, พื้นที่สำนักงาน, โรงแรมหรูอย่าง Osaka Marriott Miyako และจุดชมวิว Harukas 300 บนชั้น 58-60 ตึกแห่งนี้เคยครองตำแหน่งอาคารที่สูงที่สุดในญี่ปุ่นมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 ก่อนจะกลายเป็นอันดับ 2 ของประเทศในปัจจุบัน (รองจาก Azabudai Hills Mori JP Tower ในโตเกียวที่เปิดตัวเมื่อปลายปี ค.ศ. 2023) อย่างไรก็ตาม Abeno Harukas ยังคงรั้งตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในภูมิภาคคันไซและญี่ปุ่นตะวันตกอย่างไม่มีใครเทียบได้ ถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งความทันสมัยและความภาคภูมิใจของชาวโอซาก้าที่ทุกคนต้องมาเยือน

ชั้น 16 : สวนลอยฟ้าฟรี และก้าวแรกสู่ท้องฟ้าด้วยลิฟต์ความเร็วสูง

ที่ตั้งของเคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรเข้าชมและพิพิธภัณฑ์ศิลปะ Abeno Harukas โดยมีไฮไลต์สำคัญคือ “สวนลอยฟ้า” (Sky Garden) พื้นที่เปิดโล่งสำหรับชมวิวเมืองแบบ ฟรีๆ! พร้อมม้านั่งให้บริการสำหรับพักผ่อน แม้ทัศนียภาพจะแตกต่างจากจุดชมวิวบนยอดตึก แต่ที่นี่ก็นับเป็นจุดนัดพบที่สมบูรณ์แบบและสวยงามมากแห่งหนึ่ง แต่หากใครยังไม่จุใจ สามารถซื้อบัตรแล้วก้าวเท้าเข้าสู่ลิฟต์ความเร็วสูงที่จะพาคุณพุ่งทะยานสู่ชั้น 60 ภายในเวลา 50 วินาทีได้เลย!

ชั้น 60 : เต็มตากับวิวมหัศจรรย์ของเมืองในมุมมองแบบ Bird’s-eye view

เมื่อก้าวออกจากลิฟต์ คุณจะต้องร้อง “ว้าว!” กับภาพตรงหน้าที่สวยเกินกว่าจินตนาการ ชั้นนี้คือพระเอกของจุดชมวิวที่คุณจะได้สัมผัสวิวแบบพาโนรามาผ่านโครงสร้างกระจกใสรอบทิศทางแบบไม่มีขอบหรือบานหน้าต่างกั้น ทำให้ภาพที่เห็นนั้น “เต็มตา” ให้ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่เหนือเมืองกลางอากาศอย่างแท้จริง และการออกแบบพื้นที่ว่างตรงกลางให้มองเห็นสวนกลางแจ้งชั้น 58 ช่วยให้รู้สึกโปร่งสบายและเห็นสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ เหมาะกับการยกกล้องขึ้นมาเก็บภาพเป็นอย่างยิ่ง โดยไฮไลต์สำคัญในแต่ละทิศมีดังนี้ :

  • ทิศเหนือ: ตื่นตากับปราสาทโอซาก้า, หอคอย Tsutenkaku, สวนสัตว์เทนโนจิ, ชิงช้าสวรรค์ดองกี้ในย่านโดทงโบริ และกลุ่มตึกระฟ้าในย่านนัมบะและอุเมดะ หากมองไกลออกไปจะเห็นหอคอยแห่งดวงอาทิตย์ (Tower of the Sun) ณ สวนอนุสรณ์เอ็กซ์โป ’70
  • ทิศตะวันตก: หันหน้าไปทางเมืองโกเบและเทือกเขา Rokko จะเห็นเกาะ Awaji และสะพาน Akashi Kaikyō อยู่ลิบๆ พร้อมวิวอาคาร Sakishima Building และ Kyocera Dome Osaka
  • ทิศใต้: มุ่งหน้าสู่จังหวัดวากายามะ เห็นสนาม Yanmar Stadium Nagai (รังเหย้าของ Cerezo Osaka) และในวันที่ฟ้าใสจะมองเห็นกลุ่มสุสานโบราณมรดกโลก Daisen Kofun
  • ทิศตะวันออก: ทอดสายตาไปทางจังหวัดนารา พบกับเทือกเขา Ikoma และภูเขานิโจ

นอกจากการชมวิวแล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมสนุกๆ อย่างการแวะโซนถ่ายรูปกับ “ABENOBEA” หมีฟ้าลายก้อนเมฆมาสคอตสุดน่ารัก และการสะสมตราประทับ “คิเนน สุตัมปุ” (Kinen Stamp) รวมถึงกิจกรรมพิเศษตามฤดูกาลต่างๆ โดยช่วงที่เราไปมีกิจกรรมแสตมป์แรลลี่ตามล่าตัวการ์ตูนอย่าง Sumikko Gurashiเพื่อแลกรับสติ๊กเกอร์ลายลิขสิทธิ์กลับบ้านไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย โดยจะมีกิจกรรมร่วมกับอนิเมะอื่นๆ หมุนเวียนไปตลอดทั้งปี และห้ามพลาดการพิสูจน์ความกล้าที่จุดชมวิวพื้นกระจกใสทางทิศตะวันตกด้วยนะ

ช่วงเวลาแนะนำ: หากอยากได้รูปสวยแบบไร้ผู้คน แนะนำให้มา “ช่วงเช้า” หลังเปิดทำการ เพราะฟ้าจะใสและคนน้อยที่สุด แต่ถ้าอยากได้ความโรแมนติก ต้องไม่พลาด “ช่วงเย็น” เพื่อรอชมพระอาทิตย์ตกและแสงไฟเมืองที่ระยิบระยับ แม้คนจะเยอะหน่อย แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน

ชั้น 59 : ช้อปของฝาก Limited Edition และเช็กอินห้องน้ำวิวหลักล้าน

เมื่อลงบันไดเลื่อนมาหนึ่งชั้น คุณจะพบกับร้านขายของที่ระลึก “SHOP HARUKAS 300” ที่รวบรวมสินค้า Limited Edition เฉพาะที่นี่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นขนมหรือของจุกจิกน่ารักๆ โดยเฉพาะสินค้าของมาสคอต “ABENOBEA” ที่มีให้เลือกสะสมมากมาย นอกจากนี้ อีกหนึ่งจุดที่ไม่ควรพลาดคือการเช็กอิน ห้องน้ำวิวหลักล้านที่ตกแต่งด้วยกระจกใสสูงจรดเพดานไม่แพ้ชั้นชมวิวเลยทีเดียว การถ่ายรูปผ่านกระจกบานใหญ่ให้เห็นวิวเมืองสะท้อนอยู่ในเฟรม ถือเป็นไฮไลต์เด็ดสำหรับสายคอนเทนต์ที่ทำให้คุณเพลิดเพลินกับทัศนียภาพได้แม้ในขณะล้างมือ

ชั้น 58 : สวนลอยฟ้าแห่งนี้คือจุดพักผ่อน ที่มาพร้อมความอร่อย @Sky Garden 300 

พบกับพื้นที่ลานอเนกประสงค์แบบ Open-air ที่ออกแบบให้โปร่งโล่งและปูด้วยพื้นไม้ มอบความรู้สึกผ่อนคลายแตกต่างจากชั้นบน ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “SKY GARDEN 300” ร้านอาหาร-คาเฟ่ ที่มีเมนูครบครันตั้งแต่มื้อกลางวัน ขนมหวานสูตรพิเศษ ไปจนถึงดินเนอร์สุดหรูพร้อมเครื่องดื่มคราฟต์เบียร์และไวน์ นอกจากนี้ ในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาว พื้นที่สวนแห่งนี้จะถูกเนรมิตเป็นสถานที่จัดแสดงไฟและงานชมดอกไม้ตามฤดูกาลอีกด้วย โดยไม่ควรพลาดจุดเช็กอินทางทิศตะวันตกอย่าง “Lover’s Sanctuary” สถานที่ศักดิ์สิทธิ์รูปหัวใจสำหรับการขอแต่งงานหรือให้คำสัญญาแห่งรักนิรันดร์

ทำความรู้จัก “ABENOBEA” หมีน้อยลายท้องฟ้าผู้นำโชค

“ABENOBEA” คือมาสคอตประจำจุดชมวิวฮารุกัส 300 น้องเป็นหมี “ลายท้องฟ้า” ที่อาศัยอยู่บนปุยเมฆเหนือพื้นดิน 300 เมตร มีบุคลิกอ่อนโยน อารมณ์ดี และรักอิสระราวกับก้อนเมฆที่ล่องลอยไปมา น้องเกิดวันที่ 30 สิงหาคม อาหารโปรดคือ “ก้อนเมฆ” และที่สำคัญคือ “ลายบนตัว” ของน้องจะเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศในขณะนั้น! ว่ากันว่าหากใครได้พบกับเจ้าหมีผู้แสนใจดีตัวนี้ จะถือเป็นลางดีที่นำความโชคดีมาให้ตลอดการเดินทาง

ค่าธรรมเนียมสำหรับ Harukas 300

เคาน์เตอร์จำหน่ายบัตรตั้งอยู่ที่อาคาร Abeno Harukas ชั้น 16 

  • ผู้ใหญ่ (อายุ 18 ปีขึ้นไป) : 2,000 เยน หรือ ตั๋วรายปี 4,900 เยน
  • นักเรียนมัธยม (อายุ 12-17 ปี) : 1,200 เยน หรือ ตั๋วรายปี 4,200 เยน
  • นักเรียนประถม (อายุ 6-11 ปี) : 700 เยน หรือ ตั๋วรายปี 3,000 เยน
  • เด็กเล็ก (อายุ 4-5 ปี) : 500 เยน หรือ ตั๋วรายปี 2,500 เยน
  • *เด็กอายุต่ํากว่า 3 ปีเข้าฟรี / เด็กก่อนวัยเรียนอายุ 6 ปี ใช้เกณฑ์ค่าเข้าของเด็กเล็ก / นักเรียนประถมอายุ 12 ปี ใช้เกณฑ์ค่าเข้าของนักเรียนประถมอายุ 6-11 ปี / นักเรียนมัธยมปลายอายุ 18 ปีขึ้นไป ใช้เกณฑ์ค่าเข้าของนักเรียนมัธยมอายุ 12-17 ปี
  • ผู้ถือบัตร Osaka Amazing Pass : ไม่สามารถใช้สิทธิ์ได้***
  • ผู้ถือบัตร Have Fun in Kansai Pass : สามารถเลือกใช้สิทธิ์ได้ ฟรี 1 ครั้ง ภายในระยะเวลา 7 วันที่เปิดใช้บัตร!
การเดินทางไป Harukas 300

Harukas 300 ตั้งอยู่ในตึก Abeno Harukas ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมหลัก ทำให้คุณสามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกจากหลายสถานีโดยรอบ โดยใช้เวลาเดินเท้าเข้าสู่พื้นที่เพียง 1-5 นาทีเท่านั้น ซึ่งมีสถานีรถไฟที่เชื่อมต่อดังนี้

การเดินทางด้วยรถไฟ
  • เดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tennoji(M23) บน Midosuji Line(สีแดง) ทางออก West
  • เดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน Tennoji(T27) บน Tanimachi Line(สีม่วง) ทางออก South
  • เดินจากสถานีรถไฟ JR Tennoji บน Osaka Loop Line, Hanwa Line, Yamato Line ทางออก Central
  • เดินจากสถานีรถไฟ Osaka Abenobashi บน Kintetsu Minami-Osaka Line ทางออก West
  • เดินจากสถานีรถราง Tennoji Ekimae ด้วย Hankai Electric Railway บน Kamimachi Line
ข้อมูลเพิ่มเติม : Harukas 300

พิกัดที่ 8 : ย่านแสงสีที่ไม่เคยหลับใหล “โดทงโบริ” ความคึกคักที่ส่งต่อกันมา 400 ปี แห่งโอซาก้า (Dotonbori)

เขตชูโอ จ.โอซาก้า (Chuo, Osaka)

โดทงโบริ (Dotonbori – 道頓堀) ย่านการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งที่สะท้อนจิตวิญญาณของโอซาก้าเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ สะพานเอบิสุบาชิ (Ebisubashi Bridge) ทอดตัวยาวเลียบคลองโดทงโบริตั้งแต่สะพานโดทงโบริไปจนถึงสะพานนิปปอนบาชิ ทำหน้าที่เชื่อมโยงย่านนัมบะและชินไซบาชิเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นเสน่ห์ที่ผสมผสานความดั้งเดิมและความร่วมสมัยไว้อย่างกลมกลืน สัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดคือกองทัพ “ป้ายโฆษณาขนาดยักษ์” แบบจัดใหญ่ไฟกะพริบที่เปรียบเสมือนแลนด์มาร์กดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกหลั่งไหลมาสัมผัสบรรยากาศอันคึกคัก พื้นที่แห่งนี้อัดแน่นไปด้วยความบันเทิงครบวงจร ทั้งคลับ บาร์ เกมเซ็นเตอร์ และโรงละคร ตลอดจนร้านอาหารหรูหราและสตรีทฟู้ดชื่อดัง โดยมีเมนูห้ามพลาดอย่างทาโกะยากิ โอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) และเกี๊ยวซ่า นอกจากนั้นยังเป็นที่ตั้งของร้านต้นกำเนิดซูชิสายพานด้วยนะ นับเป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่เคยหลับใหลและพร้อมมอบประสบการณ์ให้อยากกลับมาซ้ำๆ ไม่รู้ลืม

รู้ไหม “โดทงโบริ” ย่านนี้ 400 ปีแล้วนะ?

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1612 คุณยาซุอิ โดทง (Yasui Douton) ได้ทุ่มเทเงินทุนส่วนตัวริเริ่มโครงการขุดคลองขนาดใหญ่ในย่านมินามิเพื่อเชื่อมต่อกับแม่น้ำสายสำคัญ หวังเพิ่มโอกาสทางการค้าให้รุ่งเรือง แต่ทว่าเขากลับต้องจบชีวิตลงในสงคราม “ปิดล้อมโอซาก้า” (The Siege of Osaka) ก่อนที่จะสำเร็จ ต่อมาลูกพี่ลูกน้องของเขาจึงรับช่วงต่อจนโครงการเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1615 เพื่อเป็นการสดุดีคุณงามความดีของเขา คลองแห่งนี้จึงถูกขนานนามว่า “โดทงโบริ” (Dotonbori) ซึ่งมาจากชื่อ “โดทง” รวมกับคำว่า “โบริ” (กลายเสียงมาจาก Hori) ที่แปลว่าคลองนั่นเอง จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1626 เมื่อมีการย้ายโรงละครชื่อดังต่างๆ มาตั้งรวมกัน จนย่านนี้พลิกโฉมเป็น “เมืองแห่งโรงละคร” และคึกคักไปด้วยร้านน้ำชาและร้านอาหารมากมาย ทั้งสองฟากฝั่งถนนเรียงรายด้วยโรงละครน้อยใหญ่จนถูกขนานนามว่าเป็น “บรอดเวย์แห่งเอเชีย” นับเป็นจุดหมายปลายทางที่เหล่านักแสดงต่างใฝ่ฝันจะมาเยือนให้ได้สักครั้งในชีวิต จนกลายเป็นรากฐานความมั่งคั่งและความมีชีวิตชีวาของโดทงโบริมาจนถึงปัจจุบัน

กูลิโกะรันนิ่งแมน : พลังงานที่ไม่เคยหลับใหลบนลู่วิ่งสีน้ำเงินใจกลางโอซาก้า

จุดเช็กอินที่เป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ประจำเมืองโอซาก้า คงหนีไม่พ้น “ป้ายกูลิโกะ” (Glico Running Man Sign) แลนด์มาร์กสุดโด่งดังบริเวณริมแม่น้ำเหนือสะพานเอบิสึบาชิ (Ebisubashi Bridge) ที่ปรากฏภาพนักกรีฑายิ้มแย้มวิ่งชูมือเข้าเส้นชัยบนลู่วิ่งสีน้ำเงิน ป้ายโฆษณาขนาดมหึมานี้มีความสูงถึง 20 เมตร โดยติดตั้งครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 และมีการปรับปรุงเรื่อยมาจนถึง “รุ่นที่ 6” ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งถูกปรับให้เป็นจอ LED ทันสมัยที่ส่องสว่างสะท้อนผิวน้ำในยามค่ำคืน เรียกได้ว่าป้ายกูลิโกะกลายเป็นมาสคอตอย่างไม่เป็นทางการของโดทงโบริ ที่ได้มอบพลังงานและความร่าเริงให้แก่ย่านนี้มาเกือบร้อยปี และยังเป็นจุดโฟกัสสำคัญที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาโพสต์ท่ายืนยกขาชูมือเลียนแบบเพื่อเก็บภาพความประทับใจเป็นที่ระลึกว่าได้มาถึงใจกลางโอซาก้าอย่างแท้จริง

คุอิดาโอเระ ทาโร่ : จิตวิญญาณแห่งความร่าเริงที่ตีกลองต้อนรับผู้คน

นอกจากป้ายกูลิโกะแล้ว โดทงโบริยังมีมาสคอตชื่อดังอยู่อีกหนึ่ง นั่นคือ “คุอิดาโอเระ ทาโร่” (Kuidaore Taro) หุ่นตัวตลกเชิงกลใส่แว่นทรงกลมในชุดลายทางขาวแดงกับหมวกทรงสูงอันเป็นเอกลักษณ์ ที่มาพร้อมท่าทางการตีกลองอย่างร่าเริง ไอคอนอมตะของโดทงโบริที่มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1950 โดยปัจจุบันจัดแสดงอยู่บริเวณหน้าตึก Nakaza Cuidaore ซึ่งภายในอาคารเต็มไปด้วยขนมและสินค้าลวดลาย คุอิดาโอเระ ทาโร่ นับเป็นจุดเช็กอินสุดคลาสสิกที่สะท้อนถึงอารมณ์ขันและความสนุกสนานของชาวโอซาก้าได้เป็นอย่างดี

วัฒนธรรม “คุอิดาโอเระ” (Kuidaore): กินจนล้มละลาย! 

สำหรับนักชิม โดทงโบริคือสวรรค์ที่รวบรวมร้านอาหารไว้ทุกรูปแบบ โดยที่นี่มีวัฒนธรรมการกินที่เรียกว่า “คุอิดาโอเระ” (Kuidaore) ซึ่งหมายถึง “การกินจนล้ม” หรือ “ใช้จ่ายกับอาหารจนหมดตัว” สะท้อนถึงความหลงใหลในรสชาติอันเป็นเลิศและการให้ความสำคัญกับมื้ออาหารอย่างเต็มที่ของคนท้องถิ่น

แนะนำร้านอร่อยบางส่วนที่น่าลิ้มลอง!

Kani Doraku ร้านอาหารทะเลที่มีปูยักษ์ขยับได้เป็นสัญลักษณ์, Kushikatsu Daruma ต้นตำรับของทอดเสียบไม้ที่ส่งต่อความอร่อยมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1929, และ Hariju ร้านสุกี้ยากี้และเนื้อวากิวระดับพรีเมียมเก่าแก่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 นอกจากนี้ยังมี Mizuno ร้านโอโคโนมิยากิ (พิซซ่าญี่ปุ่น) ชื่อดัง และ Genrokuzushi ร้านต้นกำเนิดซูชิสายพานแห่งแรกของโลก ตลอดสองข้างทางยังอัดแน่นไปด้วยสตรีทฟู้ดจานด่วนยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็นทาโกยากิไส้ทะลักจากร้าน Kukuru, เกี๊ยวซ่าชื่อดังจาก Osaka Ohsho, ราเมนน้ำซุปกลมกล่อมอย่าง Kinryu Ramen หรือราเมนมังกรทอง ไปจนถึงอาหารทะเลสดๆ จาก Isomaru Suisan และกินขนมหวานปิดท้ายเป็น ไทยากิ (Taiyaki) ขนมปังรูปปลาไส้ถั่วแดงร้อนๆ ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความอร่อยแบบครบวงจรในย่านเดียว

การเดินทางไป Dotonbori
การเดินทางด้วยรถไฟ
  • เดินประมาณ 3 นาที (ระยะทางประมาณ 240 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Namba(M20) บนสาย Midosuji Line(สีแดง) ทางออก 14
  • เดินประมาณ 3 นาที (ระยะทางประมาณ 240 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Namba(S16) บนสาย Sennichimae Line(สีชมพู) ทางออก 14
  • เดินประมาณ 7 นาที (ระยะทางประมาณ 500 เมตร) จากสถานีรถไฟ Nankai Namba (NK01) ด้วย Nankai Electric Railway บนสาย Sennichimae Line (ทางออก North)
  • เดินประมาณ 6 นาที (ระยะทางประมาณ 400 เมตร) จากสถานีรถไฟ Osaka Namba(A01) ด้วยรถไฟ Kintetsu ทางออก 14 หรือ ทางออก 15-B
การเดินทางจากสนามบินนานาชาติคันไซ (KIX)
  • เดินประมาณ 7 นาที (ระยะทางประมาณ 500 เมตร) จากสถานีรถไฟ Nankai Namba (NK01) บนสาย Nankai Airport Express “Rapid” ใช้เวลาจากสนามบินประมาณ 35 นาที (ทางออก North)
  • ขึ้นรถบัส Airport Limousine ไปยัง OCAT (Namba) ใช้เวลาประมาณ 50 นาที
การเดินทางจากสนามบินนานาชาติโอซาก้า (อิตามิ)
  • ขึ้นรถบัส Airport Limousine ไปยัง Namba หรือ OCAT (Namba) ใช้เวลาประมาณ 40 นาที
ข้อมูลเพิ่มเติม : Dotonbori

พิกัดที่ 9 : ล่องเรือเช็กอินแลนด์มาร์กดัง เปิดมุมมองใหม่ที่หาไม่ได้จากบนบก กับ “Tombori River Cruise”

เขตชูโอ จ.โอซาก้า (Chuo, Osaka)

วิธีที่โดดเด่นและไม่เหมือนใครในการสัมผัสประสบการณ์ย่านโดทงโบริอย่างเต็มอิ่ม คือการหนีจากฝูงชนบนทางเดินที่แน่นขนัดมาล่องเรือชมวิวกับ “Tombori River Cruise” เชิญมาสัมผัสสายลมและมุมมองใหม่แบบพาโนรามาตลอดแนวริมคลองในเวลา 20 นาที ซึ่งจะมอบภาพที่สวยงามของแลนด์มาร์กย่านโดทงโบริแบบที่คุณจะไม่มีวันสัมผัสได้จากการเดินเท้าเพียงอย่างเดียว

เรือออกเดินทางทุกๆ 30 นาที ตั้งแต่เวลา 11:00 น. จนถึง 21:00 น. โดยเรือจะพาคุณลอดผ่านสะพานสำคัญถึง 9 แห่ง ตั้งแต่สะพาน Nipponbashi, Aiau-bashi, Tazaemon, Ebisubashi (จุดถ่ายรูปป้ายกูลิโกะ), Dotonbori, Shin-Ebisubashi, Daikokubashi, Fukari-bashi ไปจนถึงสะพาน Ukiniwa-bashi ก่อนจะวนกลับมาที่เดิม ระหว่างทางคุณจะได้เห็นแลนด์มาร์กสำคัญอย่างใกล้ชิด ทั้งป้ายกูลิโกะและชิงช้าสวรรค์ดองกี้ โดยเราแนะนำเป็นอย่างยิ่งให้มารอบค่ำเพื่อชมแสงสีแบบจัดเต็มในอากาศสบายๆ ภาพของแสงไฟนีออนระยิบระยับจากป้ายโฆษณาขนาดยักษ์สะท้อนลงบนผิวน้ำ ซึ่งบอกเลยว่าทุกร้านแถวนี้ไม่มีใครยอมใคร! เน้นความเด่น เน้นความใหญ่ ป้ายขยับได้ก็ต้องมี สร้างบรรยากาศสุดเท่และโรแมนติกในเวลาเดียวกัน สมกับฉายา “มหานครแห่งสายน้ำ” (Aqua Metropolis) ของเมืองโอซาก้า โดยจะมีไกด์ท้องถิ่นคอยดูแลและบรรยายตลอดทาง แม้ว่าเราอาจจะฟังภาษาญี่ปุ่นไม่ออก แต่พลังงานและความสนุกสนานจากไกด์ที่คอยบิวล์ให้เราโบกมือทักทายผู้คนบนฝั่งและเรือลำข้างๆ เป็นประสบการณ์แห่งรอยยิ้มที่ทำให้เราหัวเราะไปกับคนแปลกหน้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยจุดไฮไลต์อย่างป้ายกูลิโกะ เรือก็จะหยุดจอดนิ่งๆ ให้ถ่ายรูปทั้งขาไปและขากลับเลย ไม่ว่าคุณจะมากับเพื่อน ครอบครัว หรือมองหาพิกัดเดทสุดฟิน การล่องเรือชมย่านที่คึกคักที่สุดในโอซาก้าแห่งนี้ จะช่วยเติมเต็มทริปของคุณให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และเมื่อขึ้นจากเรือแล้ว อย่าลืมเดินเล่นเช็กอินสองฟากฝั่งคลองที่เต็มไปด้วยร้านค้าและร้านอาหารน่าลิ้มลองอีกมากมายกันด้วยนะ!

ค่าธรรมเนียมสำหรับตั๋วขึ้น Tombori River Cruise
  • ผู้ใหญ่ : 2,000 เยน
  • นักเรียนมัธยมต้น-นักศึกษามหาวิทยาลัย : 1,000 เยน
  • นักเรียนประถม : 500 เยน
  • ผู้ถือบัตร Osaka Amazing Pass : ฟรี!
การเดินทางไป Tombori River Cruise
จุดจำหน่ายบัตร & จุดขึ้นเรือ Tombori River Cruise
  • ที่ตั้ง: สะพานไทซาเอมอน (Tazaemon Bridge Pier)
  • จุดสังเกต : อยู่บริเวณริมแม่น้ำหน้าร้าน Don Quijote สาขาโดทงโบริ ที่มีชิงช้าสวรรค์สีเหลืองขนาดใหญ่รูปวงรี (Ebisu Tower Ferris Wheel)
  • เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว: เป็นซุ้มเล็กๆ สีเหลืองสะดุดตา ตั้งอยู่ฝั่งขวาของหน้าร้าน Don Quijote สาขาโดทงโบริ
การเดินทางด้วยรถไฟ
  • เดินประมาณ 6 นาที (ระยะทางประมาณ 450 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Namba(M20) บนสาย Midosuji Line(สีแดง) ทางออก 14
  • เดินประมาณ 6 นาที (ระยะทางประมาณ 450 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Namba(S16) บนสาย Sennichimae Line(สีชมพู) ทางออก 14
  • เดินประมาณ 10 นาที (ระยะทางประมาณ 700 เมตร) จากสถานีรถไฟ Nankai Namba (NK01) ด้วย Nankai Electric Railway บนสาย Sennichimae Line (ทางออก North)
  • เดินประมาณ 8 นาที (ระยะทางประมาณ 550 เมตร) จากสถานีรถไฟ Osaka Namba(A01) ด้วยรถไฟ Kintetsu ทางออก 14 หรือ ทางออก 15-B
ข้อมูลเพิ่มเติม : Tombori River Cruise

พิกัดที่ 10 : สุดยอดถนนช้อปปิ้งแห่งโอซาก้าตลอด 400 ปี “ชินไซบาชิ” (Shinsaibashi-Suji Shopping Street)

เขตชูโอ จ.โอซาก้า (Chuo, Osaka)

ถนนช้อปปิ้งชินไซบาชิ (Shinsaibashi-Suji Shopping Street) นี่คือถนนช้อปปิ้งที่โด่งดังที่สุดของเมืองโอซาก้า และเป็นพิกัดที่ “ต้องแวะ” ทุกครั้งที่มาเยือน เพราะที่นี่ได้รวมทุกอย่างที่คุณต้องการเอาไว้ในที่เดียว เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์แห่งการช้อปปิ้งอย่างแท้จริง! ด้วยจุดเด่นที่เป็น ถนนช้อปปิ้งในร่ม ยาวจากเหนือจรดใต้ตั้งแต่ถนน Nagahori-dori ไปจนถึงถนน Souemoncho-dori รวมระยะทาง 600 เมตร ทอดยาวถึง 8 ช่วงตึก ทำให้คุณเพลิดเพลินได้ไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะร้อน สองข้างทางของถนนเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายที่บางร้านมีความสูง 2-5 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน และความพิเศษคือถนนสายนี้เชื่อมต่อกับย่านการค้าอื่นๆ ทั้งหัวและท้าย ทำให้มีระยะทางเดินช้อปปิ้งรวมกันยาวถึง 2 กิโลเมตร! เรียกได้ว่าเดินทั้งวันก็ยังไม่พอ จนต้องกลับมาซ้ำเป็นวันที่สอง และขอยืนยันได้เลยว่าไม่มีวันไหนที่ชินไซบาชิจะเงียบเหงา เพราะที่นี่คอยต้อนรับนักช้อปทุกเพศทุกวัยตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนคนต่อวันในทุกฤดูกาล

ย้อนกลับไป 400 ปี นี่คือที่มาของชื่อ “ชินไซบาชิ” !

ถนนช้อปปิ้งที่คึกคักแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 400 ปี โดยเรื่องราวเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่สมัยเอโดะใน ปี ค.ศ. 1622 เมื่อพ่อค้าผู้มั่งคั่งนามว่า “Shinsai Okada” หนึ่งในสี่ผู้ร่วมขุดคลอง Nagahori ได้สร้างสะพานไม้ขนาดเล็กยาว 35 เมตร และกว้าง 4 เมตร ขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางเข้ากับย่านโรงละครโดทงโบริ จนกลายเป็นที่มาของชื่อ “ชินไซบาชิ” หรือสะพานของชินไซ ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของย่านที่เติบโตเคียงคู่กับเมืองโอซาก้ามาโดยตลอด และแม้ว่าคลอง Nagahori จะถูกถมไปใน ปี ค.ศ. 1964 จนสะพานไม้ดั้งเดิมเหลือเพียงภาพจำในประวัติศาสตร์ แต่จิตวิญญาณแห่งความบันเทิงและเสน่ห์ของการค้าขายก็ไม่เคยจางหายไปจากถนนสายนี้เลยแม้แต่น้อย

พิกัดทางเข้าถนนช้อปปิ้ง

จุดเริ่มต้นของชินไซบาชิอยู่ตรง “สะพานเอบิสุบาชิ” (Ebisubashi Bridge) ใจกลางย่านโดทงโบริ (ฝั่งตรงข้ามป้ายกูลิโกะ) คุณจะเห็นป้ายทางเข้าขนาดใหญ่เขียนว่า SHIN SAI BASHI-SUJI โดยมีจุดสังเกตคือร้านเครื่องสำอางชื่อดัง Matsumoto Kiyoshi อยู่ทางซ้าย และ Daikoku Drug อยู่ทางขวาบริเวณทางเข้าพอดี

ส่องร้านเด็ดหลายหมวดหมู่ในชินไซบาชิ

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักช้อปมือโปรหรือมือสมัครเล่น บอกเลยว่าต้องพ่ายแพ้ให้กับความครบเครื่องของย่านนี้! เพราะชินไซบาชิอัดแน่นไปด้วยร้านค้าทุกรูปแบบ ตั้งแต่ร้านขายยา-เครื่องสำอาง รองเท้า กระเป๋า นาฬิกา ไปจนถึงร้านเสื้อผ้าแบรนด์ญี่ปุ่นและต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีร้านเครื่องประดับ ร้านอาหาร คาเฟ่ และฟาสต์ฟู้ดที่พร้อมเติมพลังให้คุณตลอดทาง และนี่คือตัวอย่างร้านค้าในชินไซบาชิแห่งนี้

  • หมวดเสื้อผ้าแฟชั่น : Uniqlo, GU, H&M, Zara, Beams, WEGO
  • หมวดรองเท้า : Onitsuka Tiger, ABC-Mart, ABC-Mart Grand Stage, Atmos, Nike, Adidas, ASICS, Skechers
  • หมวดร้านขายยาและเครื่องสำอาง : Matsumoto Kiyoshi, Daikoku Drug, Sun Drug, Kokumin, Tsuruha Drug, LUSH
  • หมวดห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ : Daimaru, Parco
  • หมวดสินค้าไลฟ์สไตล์และของใช้อื่นๆ : Daiso (100 Yen), 3COINS, Disney Store, Anello
Insider Tips สำหรับนักช้อป

ความพิเศษของที่นี่คือ “โปรโมชั่นเฉพาะสาขา Shinsaibashi” ซึ่งมักจะราคาไม่เท่ากับย่านอื่นในโอซาก้า แม้จะเป็นร้านแบรนด์เดียวกันก็ตาม ดังนั้นเราแนะนำให้คุณตรวจสอบราคาให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะร้านขายยา จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า ร้านที่อยู่ปลายสุดถนน (ฝั่งติดกับถนน Nagahori-dori) มักจะมีราคาสบายกระเป๋ากว่าร้านบริเวณหน้าทางเข้าฝั่งสะพานเอบิสุบาชิ

การเดินทางไป Shinsaibashi-Suji Shopping Street
การเดินทางด้วยรถไฟ
  • เดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน Shinsaibashi(M19) บนสาย Midosuji Line(สีแดง)
  • เดินจากสถานีรถไฟใต้ดิน Shinsaibashi(N15) บนสาย Nagahori Tsurumi-ryokuchi Line(สีเขียวอ่อน)

*สำหรับศึกษาทางเข้า-ทางออก ที่ใกล้ที่สุดจากสถานีรถไฟใต้ดิน : https://www.shinsaibashi.or.jp/map/

ข้อมูลเพิ่มเติม : Shinsaibashi

พิกัดที่ 11 : จุดเช็กอินลับของนักช้อปสายล่าสมบัติ “Oizumi Ryokuchi Garage Sale” ตลาดนัดสุดโลคอลในสวนสวยแห่งเมืองซาไก

เมืองซาไก จ.โอซาก้า (Sakai, Osaka)

Oizumi Ryokuchi Garage Sale / Oizumi Ryokuchi Flea Market เป็นส่วนหนึ่งของตลาดนัดภายใต้ชื่อ “Garage Sale” ที่ตระเวนจัดงานตามจุดต่างๆ รอบโอซาก้า โดยวันนี้เราจะพาทุกคนไปสัมผัสบรรยากาศงาน ณ สวนสาธารณะ Oizumi Ryokuchi (大泉緑地) เมืองซาไก (Sakai) ซึ่งอยู่ทางทางตอนใต้ของโอซาก้า โดยงานนี้มักจะจัดขึ้นในวันเสาร์หรืออาทิตย์ ช่วงกลางเดือน (ประมาณ 3 เดือนครั้ง) ตั้งแต่เวลา 09:30 – 15:00 น.

*หมายเหตุ: เนื่องจากกำหนดการจัดงานอาจมีการเปลี่ยนแปลง แนะนำให้ตรวจสอบตารางล่วงหน้าที่ลิงก์ด้านล่างก่อนออกเดินทางนะ

ที่นี่มีร้านค้ามากถึง 200 ร้าน กระจายตัวเป็นทางเดินวงกลมอยู่รอบหอนาฬิกา เป็นตลาดนัดสไตล์ท้องถิ่นที่เหมาะแก่การมา “ล่าสมบัติ” เพราะเปิดโอกาสให้เราต่อรองราคาได้เต็มที่ ยิ่งซื้อเยอะก็ยิ่งลดได้อีก! สินค้าส่วนใหญ่มีตั้งแต่เสื้อผ้ามือสอง ของวินเทจ ของสะสม งานแฮนด์เมด ของเล่น ไปจนถึงของใช้เบ็ดเตล็ด ซึ่งสภาพดีมาก บางชิ้นเป็นของมือหนึ่งเก่าเก็บในราคามิตรภาพสุดๆ จนคุณอาจได้เจอของหายากในราคาที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว

เสน่ห์อีกอย่างของที่นี่คือบรรยากาศที่อบอุ่น เราจะเห็นคนในพื้นที่จูงลูกหลาน พาน้องหมามาเดินช้อปปิ้ง ไปจนถึงผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นก็ยังมาร่วมสนุกที่ตลาดแห่งนี้ นอกจากนี้บริเวณหน้าทางเข้ายังมีจุดจอดรถจักรยานและห้องน้ำสาธารณะให้บริการอย่างทั่วถึง ช่วยให้เดินช้อปได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวล ถือเป็นประสบการณ์การช้อปปิ้งในบรรยากาศแบบ Local ที่เวิร์กและประทับใจสุดๆ

Insider Tips สำหรับนักช้อป
  • เตรียมอุปกรณ์ : แนะนำให้พกถุงช้อปปิ้งใบใหญ่ รถเข็น หรือกระเป๋าล้อลากมาด้วยเพื่อความคล่องตัว
  • เงินสดคือหัวใจ : สำคัญที่สุดคือต้องพกเงินสด และควรเตรียมเหรียญมาเยอะๆ เพราะของบางอย่างราคาเพียงหลักสิบถึงหลักร้อยเยนเท่านั้น
  • เตรียมตัวรับสภาพอากาศ : อย่าลืมพกร่ม หมวกกันแดด หรืออุปกรณ์กันหนาวให้เหมาะสมกับแต่ละฤดูกาลด้วยนะ

เมื่อช้อปปิ้งเสร็จแล้ว แนะนำให้เข้าไปเดินเล่นพักผ่อนในสวนสาธารณะต่อได้เลยช่วงที่เราไปเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีพอดี ใบไม้สีเหลืองส้มตัดกับฟ้าสีคราม บรรยากาศดีมาก เราจะเห็นภาพผู้คนมาปิกนิก กางเต็นท์ ทำบาร์บีคิว และออกกำลังกายกัน เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัยจริงๆ ใครมีโอกาสมาโอซาก้าช่วงที่มีงาน ลองมาเที่ยวกันดูนะ

การเดินทางไป Oizumi Ryokuchi Park Flea Market
การเดินทางด้วยรถไฟ
  • เดินประมาณ 12 นาที (ระยะทางประมาณ 900 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน  Shinkanaoka(M29) บนสาย สาย Midosuji Line(สีแดง) ทางออก 2
ข้อมูลเพิ่มเติม : Oizumi Ryokuchi Park Flea Market

พิกัดที่ 12 : สัมผัสขอบฟ้า ณ “Umeda Sky Building” หนึ่งใน 20 สถาปัตยกรรมสุดมหัศจรรย์ของโลก

ย่านอุเมดะ เขตคิตะ จ.โอซาก้า (Umeda, Kita-ku, Osaka)

อาคารอุเมดะ สกาย (Umeda Sky Building – 梅田スカイビル) แลนด์มาร์กระดับโลกซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความล้ำสมัยของมหานครโอซาก้า เมืองที่รุ่งเรืองทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลก อาคารแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “New Umeda City” ซึ่งสะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของอาคารแฝดรูปทรงแห่งอนาคต ที่ตั้งตระหง่านท่ามกลางย่านธุรกิจและแหล่งช้อปปิ้งระดับไฮเอนด์ของเขตคิตะ (ใจกลางฝั่งเหนือของโอซาก้า) โดยที่นี่จะพาคุณไปตื่นตาตื่นใจกับอุโมงค์บันไดเลื่อนกระจกโปร่งใสที่ทอดยาวพาดเชื่อมระหว่างสองอาคาร อันเป็นมุมถ่ายภาพระดับไอคอนิก พร้อมเพลิดเพลินกับจุดชมวิวสวนลอยฟ้า “Kuchu Teien” บนชั้น 40 ที่มอบทัศนียภาพพาโนรามา 360 องศาเหนือแม่น้ำ Yodogawa จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น โดยเฉพาะทางเดินเรืองแสงภายใต้หมู่ดาวในยามค่ำคืน

สถาปัตยกรรมล้ำสมัยและความเป็นมาของอาคารแฝด

อาคารแห่งนี้เป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปนิกชาวญี่ปุ่น “ฮิโรชิ ฮาระ” (Hiroshi Hara) ผู้อยู่เบื้องหลังงานดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซอย่างสถานีรถไฟเกียวโต (Kyoto Station) และซัปโปโร โดม (Sapporo Dome) โดยเริ่มแรกนั้น Umeda Sky Building เคยถูกวางผังให้เป็นอาคารเชื่อมต่อกันถึง 4 หลัง แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในขณะนั้น ทำให้โครงการต้องถูกปรับเปลี่ยนจนกลายเป็นอาคารแฝดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน การก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1988 และเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1993 โดยสูงเป็นลำดับที่ 19 ในโอซาก้า ด้วยความสูง 173 เมตร ประกอบด้วยอาคารสำนักงาน 40 ชั้น จำนวน 2 หลัง คือ Tower East และ Tower West ภายนอกปกคลุมด้วยกระจกกึ่งสะท้อนแสงกว่า 17,000 แผ่น ที่ทำหน้าที่ราวกับกระจกเงาสะท้อนผืนฟ้า ทำให้ตัวตึกดูกลมกลืนไปกับก้อนเมฆเสมือนล่องลอยอยู่ในอากาศ ด้วยโครงสร้างเชื่อมต่ออันเป็นเอกลักษณ์นี้เอง ส่งผลให้นิตยสาร THE TIMES ของอังกฤษ ยกย่องให้ที่นี่เป็นอาคารเพียงแห่งเดียวในญี่ปุ่นที่ติดอันดับ “20 อันดับสถาปัตยกรรมชั้นนำของโลก” ในปี ค.ศ. 2008 เคียงคู่กับสิ่งก่อสร้างระดับตำนานอย่างโคลอสเซียม วิหารพาร์เธนอน และทัชมาฮาล

ทะยานสู่ฟ้าบนบันไดเลื่อนโปรงใส

เริ่มต้นการผจญภัยสู่ฟากฟ้า คุณจะต้องขึ้นมาที่ชั้น 3 ของ Tower East (อาคารฝั่งตะวันออก) ซึ่งเป็นที่ตั้งของทางเข้าสู่จุดชมวิว ความตื่นเต้นเริ่มต้นจากการขึ้นลิฟต์แก้วที่จะพาคุณพุ่งทะยานสู่ความสูง 130 เมตร ณ ชั้น 35 โดยผนังลิฟต์กระจกใสจะช่วยอุ่นเครื่องให้คุณได้เห็นทัศนียภาพของเมืองล่วงหน้า ก่อนจะพบกับไฮไลต์อย่าง “อุโมงค์บันไดเลื่อนกระจกโปร่งใส” ที่จะพาคุณเคลื่อนตัวข้ามพื้นที่โล่งระหว่างหอคอยทั้งสองหลังเสมือนกำลังลอยละล่องสู่ท้องฟ้าเพื่อไปยังชั้น 39 ซึ่งเป็นจุดจำหน่ายบัตรเข้าชมจุดชมวิว ส่วนสำคัญที่ควรทราบคือ หากคุณตั้งใจมาเพื่อถ่ายภาพเช็กอินกับบันไดเลื่อนแห่งนี้ คุณสามารถใช้บริการได้โดยยังไม่ต้องชำระค่าเข้าชมจุดชมวิว โดยบันไดเลื่อนขาขึ้นและขาลงจะถูกแยกออกจากกันเป็นสองเส้นทางขนานกัน ทำให้คุณสามารถเก็บภาพมุมมองที่แตกต่างกันได้ทั้งสองช่วงเวลา นอกจากความสวยงามแล้ว โครงสร้างนี้ยังได้รับการออกแบบมาอย่างเหนือชั้น โดยผ่านการทดสอบความปลอดภัยที่เข้มงวดและสามารถทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้อย่างดีเยี่ยม

จุดชมวิวสวนลอยฟ้า “Kuchu Teien Observatory”

เมื่อผ่านอุโมงค์บันไดเลื่อนโปร่งใสขึ้นมาถึงส่วนยอดของอาคารแฝด จะเป็นที่ตั้งของ “Kuchu Teien Observatory” หรือจุดชมวิวสวนลอยฟ้า (Floating Garden Observatory) โดยคำว่า Kuchu (空中) หมายถึง “กลางอากาศ” และ Teien (庭園) หมายถึง “สวน” ที่นี่เป็นจุดชมวิวที่มีทั้งพื้นที่ในร่มและดาดฟ้ากลางแจ้ง ไฮไลต์สำคัญที่สุดคือชั้น ดาดฟ้า (Rooftop) ซึ่งถูกออกแบบเป็นวงแหวนทรงโดนัท มอบทัศนียภาพแบบ Open-Air 360 องศาอย่างไร้กระจกกั้นที่แตกต่างจากตึกระฟ้าทั่วไป เปิดโอกาสให้คุณได้สัมผัสสายลมและชมวิวเมืองที่ทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา ครอบคลุมทัศนียภาพรอบด้าน ทั้งทิศเหนือสู่เมืองเกียวโต ทิศตะวันออกสู่เมืองนารา และทิศใต้สู่ที่ตั้งของ Universal Studios Japan (USJ) โดยในวันที่อากาศปลอดโปร่งสามารถมองเห็นได้ไกลถึงเกาะ Awaji ที่ห่างออกไปถึง 50 กม. ทางทิศตะวันตกฝั่งเมืองโกเบ สำหรับยามค่ำคืน พื้นทางเดินจะแปรเปลี่ยนเป็นทางช้างเผือกจำลอง “Lumi Sky Walk” ที่ปูด้วยหินเรืองแสงสีฟ้าและขาวสว่างไสว สร้างบรรยากาศโรแมนติกเคียงคู่ไปกับแสงไฟของมหานครใหญ่ที่จะสะกดทุกสายตาเอาไว้ นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ “รั้วแห่งคำมั่นสัญญา” จุดที่คู่รักนิยมนำ “Heart Rock” หรือแม่กุญแจรูปหัวใจสลักชื่อมาคล้องไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งรักนิรันดร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมยอดนิยมที่ต้องจองแพ็กเกจล่วงหน้าเท่านั้น

ถัดลงมาที่ชั้น 40 ซึ่งเป็นจุดชมวิวในร่ม โดดเด่นด้วยเคาน์เตอร์กระจกยาวถึง 35 เมตร ให้คุณได้นั่งชมเส้นขอบฟ้าของโอซาก้าผ่านกระจกบานใหญ่ หรือจะเลือกที่นั่งชมวิวแบบส่วนตัวที่ยกสูงจากพื้น ซึ่งล้วนมอบความรู้สึกราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนก้อนเมฆ นอกจากนี้ยังสามารถพักผ่อนให้สบายที่ “Cafe’ SKY 40” ซึ่งพร้อมให้บริการทั้งกาแฟคั่วสดและเบียร์นานาชาติคัดพิเศษหลากหลายชนิด รวมถึงเมนูของว่างที่จะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนให้เพลิดเพลินยิ่งขึ้น ก่อนจะกลับลงไปยังชั้น 39 ซึ่งเป็นโถงต้อนรับและจุดจำหน่ายบัตรเข้าชม รวมถึงจุดรับแม่กุญแจรูปหัวใจ โดยชั้นนี้ยังเป็นแหล่งรวมความสุขหลากสไตล์ ทั้งร้านอาหารจีนเลิศรส “Sangu” สกายเลาจ์ “Stardust” และ UMEDA SKYBLDG GALLERY SHOP ร้านของที่ระลึกที่รวบรวมสินค้า Limited Edition กว่า 1,000 รายการ รวมถึงฟิกเกอร์อาคารจำลองสุดพิเศษจาก Kaiyodo ที่หาซื้อได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น

ตลาดคริสต์มาสในบรรยากาศแบบยุโรป

ความพิเศษจะยิ่งเพิ่มขึ้นหากคุณมาเยือนในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนถึง 25 ธันวาคม เพราะพื้นที่แห่งนี้จะถูกเนรมิตให้กลายเป็น “ตลาดคริสต์มาส” (German Christmas Market) โดยใจกลางลานกิจกรรมจะประดับประดาด้วยต้นคริสต์มาสยักษ์ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟพราวตา รายล้อมด้วยแผงขายอาหารและงานฝีมือดั้งเดิมในบรรยากาศยุโรปอันแสนอบอุ่น การได้จิบเครื่องดื่มอุ่นๆ ท่ามกลางลมหนาวและแสงสีของเทศกาลภายใต้เงาของอาคารอันล้ำสมัยแห่งนี้ จึงเป็นประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบและน่าจดจำ

ค่าธรรมเนียมเข้าชมและแพ็กเกจ Heart Lock
ประเภทบัตรผู้ใหญ่ (13 ปี+)เด็ก (4-12 ปี)
บัตรเข้าชมปกติ2,000 เยน500 เยน
บัตร + กุญแจ Heart Lock3,300 เยน2,000 เยน
ผู้พิการ (บัตรปกติ)1,000 เยน250 เยน
ผู้พิการ (บัตร + Heart Lock)2,500 เยน1,750 เยน

*เด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี เข้าชมฟรี!

สิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตร Osaka Amazing Pass / e-Pass
  • เข้าชม ฟรี (เฉพาะบัตรปกติ) เมื่อแลกบัตรก่อน 15:00 น.
  • หลัง 15:00 น.: รับส่วนลดค่าเข้าชม 10%
การเดินทางไป Umeda Sky Building
การเดินทางด้วยรถไฟ
  • เดินประมาณ 7-10 นาที (ระยะทางประมาณ 700 เมตร) จากสถานี JR Osaka (ทางออก North Central Gate)
  • เดินประมาณ 9-11 นาที (ระยะทางประมาณ 800 เมตร) จากสถานี Hankyu Osaka Umeda (ทางออก Chayamachi Gate)
  • เดินประมาณ 9-12 นาที (ระยะทางประมาณ 800 เมตร) จากสถานีรถไฟใต้ดิน Umeda(M16) บนสาย สาย Midosuji Line(สีแดง) ทางออก 5
การเดินทางด้วยรถยนต์

ใช้เวลาเพียง 3 นาที หลังจากลงทางด่วน Hanshin Expressway หมายเลข 11 สาย Ikeda เส้นทางมุ่งหน้าสู่อุเมดะ (ทางออก Umeda)

โดยสามารถนำรถเข้าจอดได้ที่ลานจอดรถชั้น B2 ของอาคาร Umeda Sky ซึ่งรองรับรถยนต์ได้ 460 คัน โดยมีอัตราค่าบริการดังนี้:

  • รายชั่วโมง: 500 เยน สำหรับชั่วโมงแรก (หลังจากนั้นทุก 30 นาที คิดค่าบริการ 250 เยน)
  • เหมาจ่ายทั้งวัน: 1,800 เยน (สำหรับผู้ที่ต้องการจอดทิ้งไว้เพื่อเดินเที่ยวในย่านอุเมดะต่ออย่างยาวๆ ถือว่าคุ้มค่ามาก)
ข้อมูลเพิ่มเติม : Umeda Sky Building
  • ที่ตั้ง : 1-1-88 Oyodonaka, Kita Ward, Osaka, 531-6039 ญี่ปุ่น
  • ลิงก์ Google Maps : https://maps.app.goo.gl/v7pdMfY77n4GHKdN6
  • เวลาทำการ : 9.30 น.-22.30 น. (เข้าชมรอบสุดท้าย 22.00 น.)
  • เบอร์โทรศัพท์ : 06-6440-3855
  • เบอร์โทรศัพท์ลานจอดรถอาคาร Umeda Sky : 06-6440-3909
  • เว็บไซต์หลักของตึกอุเมดะ สกาย (ภาษาญี่ปุ่น) : https://www.skybldg.co.jp/
  • เว็บไซต์หลักของตึกอุเมดะ สกาย (ภาษาอังกฤษ) : https://www.skybldg.co.jp/en/
  • ซื้อบัตรเข้าชมออนไลน์-จองกุญแจรูปหัวใจ (ถูกกว่าหน้างาน!) : https://www.asoview.com/channel/tickets/J1uJNuIbLa/?utm_source=ticket_direct
  • วิธีการเดินทางจากจุดหมายต่างๆ (USJ/เกียวโต/โกเบ/นารา/สนามบินอิตามิ/สนามบินคันไซ) : https://www.skybldg.co.jp/access/

จากก้าวแรกที่แลนดิ้งสู่สนามบินคันไซ ผ่านขั้นตอนการเตรียมตัวจนมาถึงการตะลุยเที่ยวครบทั้ง 12 พิกัดในโอซาก้า ทำให้เราเห็นว่าเสน่ห์ของที่แห่งนี้ไม่ได้มีแค่ความสวยงามของสถานที่ แต่ยังรวมถึงเรื่องราวและความสนุกระหว่างทางที่เราได้พบเจอ ซึ่งเราหวังว่า Complete Guide ฉบับนี้จะเป็นทั้งข้อมูลและแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ออกไปตามรอย และสร้างความทรงจำในแบบของตัวเองนะคะ… แต่ทริปการผจญภัยในคันไซของเรายังไม่จบเพียงเท่านี้! แล้วมาพบกันใหม่ใน [EP.2] กับ 12 พิกัด Kyoto-Kobe-Nara เมืองที่บอกเลยว่าสวยสะกดใจไม่แพ้กันแน่นอนค่ะ!

เรื่องและภาพ โดย : นลัท โรจน์วัฒนวงศ์