Luxury Escape: รีวิวขับ JAECOO 7 SHS เที่ยวหัวหิน พักหรูริมหาดสไตล์โคโลเนียล @Centara Grand Beach Resort & Villas หัวหิน

หากเรามีเวลาได้หยุดพักเอนกาย ทบทวนหัวใจ สักช่วงหนึ่ง จุดหมายปลายทางใกล้กรุงอย่าง “หัวหิน” ก็คงเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของใครหลายคนได้ เราขอพาทุกคนขับ JAECOO 7 SHS ขีดสุดของยนตรกรรมไฟฟ้า ที่ตอบโจทย์ทั้งสมรรถนะและสไตล์อย่างลงตัว หลบหนีความวุ่นวายสู่การพักผ่อนที่ “Centara Grand Beach Resort & Villas หัวหิน” รีสอร์ทสุดหรูที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ ค.ศ. 1920 นี่คือการพบกันของประวัติศาสตร์อันยาวนาน กับนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่นำมาซึ่งเสน่ห์อันสง่างามอย่างลงตัว

สารบัญ

ทำความรู้จัก JAECOO 7 SHS

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กระแสของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด หนึ่งในแบรนด์ผู้ก้าวเข้ามาทำตลาดที่สร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสไตล์ SUV พรีเมียม พร้อมกับราคาที่จับต้องได้ ก็คือ “JAECOO” ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ภายใต้ “Chery Automobile” บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่สัญชาติจีน ซึ่งจะดำเนินกิจการครบ 29 ปี ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ JAECOO ยังทำตลาดควบคู่กับแบรนด์ OMODA ภายใต้กลยุทธ์ ‘OMODA & JAECOO’ อีกด้วย

โดยยานพาหนะที่เราใช้ในการเดินทางครั้งนี้คือ JAECOO 7 SHS รุ่น Max สี Moonlight Silver (สีพิเศษเฉพาะรุ่น Max) ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อช่วงต้นปี  ที่ผ่านมา โดยรถยนต์รุ่นนี้โดดเด่นด้วยพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง ซึ่งมีพื้นที่บรรทุกสัมภาระถึง 500 ลิตร และระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่น่าสนใจ ADAS 19 ฟังก์ชัน ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยี SUPER HYBRID SYSTEM (SHS) ที่พัฒนามาให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยเครื่องยนต์ 1.5 TDGI เทอร์โบ เจเนอเรชั่นที่ 5 ผสานการทำงานกับระบบเกียร์ Dedicated Hybrid Transmission (DHT) ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างราบรื่น โดยสามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 8.5 วินาที และมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 18.3 kWh รองรับการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนสูงสุด 106 กิโลเมตร* และให้ระยะทางรวมสูงสุดถึง 1,300 กิโลเมตร*(*ตามมาตรฐาน) ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่วิ่งได้ไกลที่สุดในไทยเลยทีเดียว การเดินทางไปหัวหิน จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้ทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ ว่าจะตอบโจทย์การใช้งานจริงและให้ความสะดวกสบายตลอดการเดินทางบนเส้นทางกรุงเทพฯ–หัวหิน ได้ดีแค่ไหน

รูปลักษณ์ภายนอกที่สะกดทุกสายตา

ขอเริ่มกันที่รูปร่างหน้าตาสุดพรีเมียมที่ใครเห็นก็ต้องตกหลุมรัก เมื่อเทียบกับราคาที่อยู่ในระดับหกหลัก แต่สวยงามเหมือนหลักล้าน โดยเฉพาะจากมุมข้างที่คล้ายรถแบรนด์หรูฝั่งตะวันตก JAECOO 7 SHS ได้รับการออกแบบให้มีเส้นสายที่คงความคลาสสิกแต่ทรงพลัง ซึ่งให้อารมณ์ความรู้สึกที่เหมาะกับผู้ใหญ่วัยทำงานมากกว่าความปราดเปรียวแบบวัยรุ่น ด้วยมิติตัวรถ (กว้างxยาวxสูง) 1,865 x 4,500 x 1,670 มม. กระจังหน้าขนาดใหญ่ที่โดดเด่น พร้อมโลโก้ JAECOO อยู่ตรงกลาง ไฟหน้า LED พร้อม Day Time Running Light (DRL) ที่ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ชัดเจนในทุกสภาพอากาศ ในขณะที่กระจกมองข้างมาพร้อมระบบไล่ฝ้า เพื่อให้วิสัยทัศน์ชัดเจนตลอดเส้นทาง มือจับประตูแบบเรียบเสมอกับตัวรถ ช่วยให้ดีไซน์ดูโฉบเฉี่ยวและสะอาดตา ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว เสริมความแข็งแกร่งและความมั่นใจในการขับขี่ โดยมีระยะต่ำสุดจากพื้นอยู่ที่ 174 มม.

JAECOO 7 SHS ถูกแบ่งออกเป็น 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Max (4 สี ได้แก่ Moonlight Silver, Olive Grey, Carbon Black, Khaki White) และ Dynamic (2 สี ได้แก่ Carbon Black, Khaki White) โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพิเศษในรุ่น Max ยังมาพร้อมฟังก์ชันที่ครบครันยิ่งขึ้น เช่น กล้องแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 540 องศา, ระบบปิดบานประตูท้ายด้วยระบบไฟฟ้า, ฟังก์ชันแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกกระบังลม, และ หลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่พร้อมมอบทัศนียภาพอันกว้างไกล ในส่วนของการขับขี่นั้น ตัวรถประกอบไปด้วยระบบขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Normal, และ Sport ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับได้ตามความเหมาะสมของสภาพถนน

เทคโนโลยีความปลอดภัย (ADAS)

สำหรับเทคโนโลยีความปลอดภัย JAECOO 7 SHS ผ่านการทดสอบการชนปะทะและได้รับ คะแนนความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จากสถาบัน EURO NCAP ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด โดยจัดเต็มด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง 19 ADVANCED DRIVING ASSISTANT SYSTEM หรือ “ADAS 19” ฟังก์ชัน ที่จะช่วยให้การขับขี่เป็นไปอย่างมั่นใจและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ

ด้วย ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ACC, ระบบเตือนการชนด้านหน้า FCW, ระบบเตือนออกนอกเลน LDW, ระบบช่วยขับขี่ในสภาพความเร็วต่ำ TJA, ระบบรักษารถให้อยู่กลางเลน ICA, ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ IHC, ระบบตรวจสอบจุดอับสายตา BSD, ระบบเตือนเมื่อเปิดประตู DOW, ระบบช่วยเหลือเพื่อเปลี่ยนเลน LCA, ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน ELK, ระบบช่วยเบรกขณะถอยหลัง RCTB, ระบบป้องกันการออกนอกเลน LDP, ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ IES, ระบบช่วยเหลือขณะเข้าโค้ง CSA, ระบบแจ้งเตือนการออกตัว DAI, ระบบเตือนการชนด้านหลัง RCW, ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA, และ ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ DMS

ดีไซน์ภายในและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

ห้องโดยสารถูกตกแต่งด้วย โทนสีดำ โดยใช้วัสดุเป็น หนังเทียมในรุ่น Max และเป็น ผ้าในรุ่นDynamic คุณภาพของวัสดุตกแต่งภายในถือว่าเหมาะสมกับราคา โดยเป็นวัสดุผิวสัมผัสนุ่มประกบบนส่วนล่างที่เป็นพลาสติกแข็ง เบาะนั่งนุ่มสบาย และงานประกอบมีความแน่นในระดับที่น่าพอใจ สิ่งที่โดดเด่นคือการเก็บเสียง เนื่องจากมีการใช้แผ่นซับเสียงและวัตถุปิดกั้นเสียงตามช่องต่าง ๆ ซึ่งทำให้ภายในห้องโดยสารเก็บเสียงได้เป็นอย่างดี ตัวห้องโดยสารมีขนาดกว้างขวาง สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 5 คน พร้อมพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะที่กว้างสบาย แม้สำหรับคนตัวสูง

เบาะนั่งถูกออกแบบมาพร้อมฟังก์ชันที่แตกต่างกัน โดย เบาะนั่งผู้ขับขี่ ในรุ่น Max เป็นระบบไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมหน่วยความจำ ส่วนรุ่น Dynamic เป็นระบบแมนนวล และ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้า รุ่น Max เป็นระบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง ขณะที่รุ่น Dynamic เป็นระบบแมนนวล 6 ทิศทาง โดยเบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้ามาพร้อมฟังก์ชันระบายอากาศและอุ่นเบาะ ซึ่งเหมาะมากกับทุกสภาพอากาศ นอกจากนี้ ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สำคัญ เช่น หน้าจอสัมผัสขนาด 14.8 นิ้ว, ระบบชาร์จไร้สาย 50W บริเวณคอนโซลกลางที่สามารถทำความเย็นได้ ป้องกันโทรศัพท์ที่อาจร้อนเกินไป (แท่นชาร์จมีเฉพาะรุ่น Max), พร้อมช่องจ่ายกระแสไฟ 12 โวลท์ บริเวณที่เก็บสัมภาระด้านหลัง โดยเบาะที่นั่งด้านหลังยังสามารถแยกพับได้แบบ 60:40เพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระได้อย่างยืดหยุ่น

เนื่องจากปุ่มทั้งหมดที่เคยมีบริเวณคอนโซลกลางถูกยกมาไว้ในจอทั้งหมดแล้ว หน้าจอสัมผัสขนาด 14.8 นิ้ว จึงเปรียบเสมือนสมองคอยควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างภายในรถคันนี้ กล่าวได้ว่าหากคุณอยากขับรถยนต์คันนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และตรงกับใจมากที่สุด คุณจะต้องผ่านการปรับแต่งเมนูทั้งหมดอย่างละเอียดที่หน้าจอก่อนเริ่มใช้งาน ซึ่งมีเมนูจำนวนมากให้คุณเลือกปรับแต่งได้ และคงต้องใช้เวลาพอสมควรในการเรียนรู้และตัดสินใจ จุดเด่น คือหน้าจอคมชัด แสดงภาพได้แบบ Real Time มี Interface ที่ใช้การได้ง่าย และค่าทั้งหมดจะถูกจดจำไว้ทำให้หลังจากนี้คุณจะใช้รถยนต์คันนี้ได้ดังใจต้องการ แต่ข้อสังเกตที่อาจไม่น่าพอใจนัก ก็คือความไม่สะดวกขณะใช้งานจริง เมื่อทุกปุ่มที่เคยมีถูกยกออกไปทั้งหมด การปรับแอร์ เปิดวิทยุดิจิทัล เปิด-เปลี่ยนเพลง หรือการเปิด-ปิดระบบความปลอดภัยบางอย่าง ล้วนต้องทำผ่านหน้าจอ ซึ่งกว่าจะเข้าถึงเมนูที่ต้องการ ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากถนนเพื่อเพ่งไปยังหน้าจอที่มีตัวอักษรไม่ใหญ่มาก ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงขณะขับขี่ได้

JAECOO 7 SHS สามารถมอบความเพลิดเพลินด้วยระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง SONY 8 ตำแหน่ง (ในรุ่น Max และลำโพงมาตรฐาน 6 ตำแหน่งในรุ่น Dynamic) ที่รองรับฟังก์ชัน คาราโอเกะ (Karaoke) ราวกับคุณกำลังอยู่ในคอนเสิร์ตส่วนตัว นอกเหนือจากความบันเทิงด้านเสียงแล้ว ห้องโดยสารยังมอบสุนทรียภาพที่สมบูรณ์แบบ ด้วยการรับชมทิวทัศน์โดยรอบผ่าน หลังคาพาโนรามิคซันรูฟ ขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับระบบกรองอากาศ N95 & AQS ที่ช่วยมอบอากาศบริสุทธิ์ภายในรถ และปิดท้ายด้วยการสร้างบรรยากาศสุดหรูหราด้วย ไฟเรืองแสงรอบห้องโดยสาร 64 เฉดสี ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการของคุณ ไปจนถึง Projection Curtain ที่เก็บอยู่ท้ายรถ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้รักกิจกรรมกลางแจ้ง

การทดสอบสมรรถนะบนเส้นทางสู่หัวหิน

การเดินทางเริ่มต้นขึ้นจากรังสิต มุ่งสู่หัวหิน เพื่อเข้าพักที่ Centara Grand Beach Resort & Villas หัวหิน โดยเราเลือกใช้เส้นทางหลักคือถนนพระราม 2 ก่อนเข้าสู่ถนนเพชรเกษมไปยังจุดหมาย ซึ่งใช้ระยะทางรวมประมาณ 240 กม. เป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ด้วยการขับขี่ Plug-in Hybrid ที่มีกำลังรวมเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า 347 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 525 นิวตันเมตร (เฉพาะเครื่องยนต์ 143 แรงม้า แรงบิด 215 นิวตันเมตร และเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้า 204 แรงม้า แรงบิด 310 นิวตันเมตร) โดยเราได้เติมน้ำมันเบนซินเต็มถังก่อนออกเดินทาง ความจุถังน้ำมันอยู่ที่ 60 ลิตร พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ 21.28 กม./ลิตร

ในการขับขี่จริงอัตราเร่งแซงสามารถตอบสนองได้อย่างทันใจเป็นอย่างยิ่ง โดยสามารถควบคุมรถได้อย่างมั่นคง การเข้าโค้งและเปลี่ยนเลนเป็นไปอย่างราบลื่น รวมไปถึงระบบเบรกที่น่าชื่นชมที่ตอบสนองได้อย่างหนักแน่น แม้ถนนลื่นก็เป็นจุดเด่นอีกข้อที่เราอยากนำเสนอ ข้อสังเกต คือคันเกียร์ที่เป็นก้านโยกอยู่ทางขวามือจากพวงมาลัย ซึ่งจะแตกต่างจากปกติ แต่ก็สามารถใช้ได้อย่างคุ้นเคยในเวลาไม่นาน สำหรับการขับบนถนนขรุขระ ตัวรถมีอาการสั่นไหวเล็กน้อยอันเนื่องมาจากความสูงของตัวรถ แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม ในจังหวะขึ้นสะพานสูงชัน อาจมีช่วงที่กระโปรงหน้ารถบดบัง ทำให้วิสัยทัศน์ขาลงไม่ชัดเจนนัก

ระหว่างทาง เราได้แวะชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง ที่ปั๊มบางจาก เรสแอเรีย ถ.พระรามสอง กม.79 ด้วยแท่นชาร์จ SPARK EV Charging โดยเริ่มต้นชาร์จจากแบตเตอรี่ 31% ซึ่งใช้เวลาเพียง 7 นาที ก็สามารถไปถึง 50% และใช้เวลาตั้งแต่ต้นจนถึง 100% ไปทั้งหมด 47 นาที แม้ว่าปกติหลายคนอาจชาร์จถึงเพียง80% เนื่องจากช่วง 80-100% จะใช้เวลานาน แต่ในครั้งนี้มีสายฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้เราต้องนั่งรอจนชาร์จเต็มพิกัดนั่นเอง โดยคิดเป็นพลังงานที่ชาร์จไปทั้งสิ้น 14.70 kWh ค่าเสียหายอยู่ที่ 116.05 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าจุดชาร์จเจ้าอื่นอยู่เล็กน้อย แต่เมื่อเทียบกับค่าน้ำมันแล้ว ถือเป็นราคาที่ถูกมากสำหรับการเดินทางในครั้งนี้

โดยสรุปแล้ว การขับ JAECOO 7 SHS ในครั้งนี้ให้ความคุ้มค่าในแง่ของประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง ที่เหมาะสมกับระยะทางที่ได้และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น จากคุณสมบัติทั้งหมดของรถยนต์คันนี้ ทำให้ JAECOO 7 SHS เป็นรถที่น่าจับตามองและแนะนำให้ตัดสินใจซื้อได้โดยง่าย เพราะแม้ว่านี่อาจไม่ใช่รถที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่ก็ถือว่าเป็นรถที่ให้ความคุ้มค่าได้อย่างสมดุลกับการใช้งาน ซึ่งเราหวังว่านี่จะเป็นมาตรฐานใหม่ให้กับรถราคาต่ำกว่าล้านในอนาคตต่อไป

หลังจากการเดินทางอันยาวนานหลายชั่วโมง ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนระหว่างสายฝนโปรยปรายสลับกับความปลอดโปร่งของท้องฟ้า เมื่อเราเดินทางมาถึง Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin ก็เป็นจังหวะที่ฝนได้หยุดลงอย่างพอดิบพอดี ทำให้บรรยากาศโดยรอบสดชื่นและเย็นสบาย ชวนให้ใจรู้สึกสงบและผ่อนคลายอย่างน่าอัศจรรย์ เป็นสัญญาณที่ดีว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ เพื่อชาร์จพลังงานอย่างเต็มที่ก่อนจะกลับไปเผชิญหน้ากับความวุ่นวาย เราขอเชิญทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์การพักผ่อนเหนือระดับ ณ โรงแรมสุดคลาสสิกแห่งนี้ไปพร้อมกันค่ะ

Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin: มรดกแห่งความสง่างามเหนือกาลเวลา

เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน (Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin) ตั้งอยู่ใน ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ด้วยการตกแต่งสถาปัตยกรรมโคโลเนียลสไตล์อังกฤษที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม ที่นี่มอบประสบการณ์การเข้าพักที่หรูหรา คลาสสิก และเต็มไปด้วยเสน่ห์ย้อนยุค

โรงแรมแห่งนี้เปรียบเสมือนอนุสรณ์สถานแห่งความสง่างาม ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมหาดหัวหินมาอย่างยาวนาน พร้อมการบริการที่ประณีตบรรจงและไร้ที่ติ ทั้งยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ จนถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งใน “Heritage Hotel” ที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน

พื้นที่ของโรงแรมครอบคลุมกว่า 76 ไร่ ที่ร่มรื่นด้วยธรรมชาติเขียวขจีของต้นไม้นานาพรรณในรูปแบบสวนสวยแบบฉบับยุโรป อีกทั้งยังมีพื้นที่หน้าหาดเป็นทรายขาวละเอียดขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแนวกลุ่มหินอันเป็นที่มาของชื่อเมือง “หัวหิน” อีกด้วย

การเข้าถึงและข้อควรทราบสำหรับผู้มาเยือน

การเดินทางมายัง เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน นั้นหาไม่ยากนัก เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทว่าอาจเกิดความสับสนได้จากถนนแบบเดินรถทางเดียวด้านหน้าประตูหลัก

ข้อควรทราบ: หากท่านค้นหาบน Google Maps ด้วยชื่อภาษาอังกฤษ “Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin” อาจถูกนำไปยังประตูด้านข้างซึ่งขณะนี้ปิดปรับปรุงอยู่ จึงขอแนะนำให้ค้นหาด้วยชื่อภาษาไทย “เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน” หรือระบุเส้นทางไปยัง “ถนนนเรศดำริห์ หัวหิน 65” ซึ่งจะนำทางไปยังทางเข้าหลัก

ทางเข้าหลักโดดเด่นด้วยป้ายขนาดใหญ่และประติมากรรมรูปศีรษะช้างหลายหัว เมื่อขับรถเข้ามาภายในจะพบเส้นทางวนรูปวงรีที่นำไปสู่ตัวอาคารสีขาวหลังงาม โดยรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่อย่างร่มรื่น พร้อมสายลมอ่อน ๆ สบาย ไม่ร้อนอบอ้าว และไม่มีควันจากท่อไอเสียรบกวน

สัมผัสแรก ณ ล็อบบี้ที่เปี่ยมมนต์เสน่ห์

ก้าวแรกที่เหยียบเท้าเข้ามาบริเวณล็อบบี้ที่ตกแต่งในสไตล์ย้อนยุคให้กลิ่นอายของความเป็นตะวันตกและตะวันออกผสมผสานกันอย่างลงตัว แม้ว่าอาคารจะมีอายุยาวนานแต่ก็ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีเยี่ยม ให้ความรู้สึกถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของบรรยากาศ ตั้งแต่ตัวอาคาร การตกแต่ง สีที่ใช้ วัสดุ เครื่องแต่งกายของพนักงานในชุดไทยประยุกต์ (โจงกระเบนและเสื้อลูกไม้สำหรับพนักงานหญิง และชุดราชปะแตนสำหรับพนักงานชาย) ไปจนถึงเสียงเพลงคลอ ๆ ที่คงความคลาสสิกชวนฝัน

ล็อบบี้แบบโอเพนแอร์แห่งนี้เต็มไปด้วยแสงธรรมชาติที่ลอดเข้ามาจากหลายทิศทาง การเช็กอินเป็นไปได้อย่างราบรื่น โดยได้รับบริการ Welcome Drink เป็นน้ำกระเจี๊ยบผสมแอปเปิ้ลที่มีกลิ่นหอม เย็นจัด และสดชื่น เสิร์ฟในแก้วรูปช้างแสนน่ารัก พร้อมผ้าเย็นกลิ่นสมุนไพรที่เย็นสบายมือ ก่อนที่พนักงานจะนำเราเดินขึ้นบันไดกลางที่เป็นไฮไลต์แสนสวย โอ่อ่า ของสถานที่แห่งนี้ เพื่อไปยังห้องพักหมายเลข 228 บนชั้น 2 ของอาคารแบบ โลว์ไรซ์ (Low-Rise) ที่มีโครงสร้างต่อเนื่องกันอย่างสวยงาม พร้อมหลังคาสีแดงอิฐ

ย้อนรอยต้นกำเนิด: “โรงแรมรถไฟหัวหิน” (Hua Hin Hotel)

จุดเริ่มต้นของโรงแรมแห่งนี้ย้อนไปถึง ค.ศ. 1923 (1 มกราคม พ.ศ. 2466) ซึ่งตรงกับสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ในช่วงเวลานั้น ได้มีการสร้างเส้นทางรถไฟจากหัวหินไปยังปาดังเบซาร์ในประเทศมาเลเซีย ผนวกกับความสวยงามของธรรมชาติและพื้นที่ตามแนวชายฝั่งทะเล ได้ชักนำให้พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์เสด็จมาจับจองที่ดินเพื่อสร้างพระตำหนักสำหรับฤดูร้อนขึ้นเป็นจำนวนมาก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้คนมากมายปรารถนาที่จะได้ไปพักผ่อน ณ สถานที่อันสวยงามแห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง ดำเนินการสร้างที่พักตากอากาศขึ้นบริเวณหัวหิน ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนโรงแรมตามสถานตากอากาศของต่างประเทศ และนำมาซึ่งการก่อกำเนิดของ “โรงแรมรถไฟหัวหิน” (Hua Hin Hotel (HHH) หรือ the Railway Hotel)

สถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลอันงดงาม

“โรงแรมรถไฟหัวหิน” ถือเป็น โรงแรมสไตล์รีสอร์ตตากอากาศริมทะเลแห่งแรกของประเทศสยาม ที่มีความหรูหราเทียบได้กับโรงแรมชั้นนำของยุโรปในสมัยนั้น ออกแบบโดย มร. RIGAZZO นายช่างชาวอิตาเลียนประจำกรมรถไฟหลวง ในสไตล์โคโลเนียล ที่ใช้ไม้สักทั้งหลัง และเป็นที่รู้จักของยุคนั้นในชื่อ “ตึกฝรั่ง” โดยในช่วงแรกที่เปิดทำการมีจำนวนห้องชุดเพียง 14 ห้องเท่านั้น

โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง อีกทั้งยังตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับสถานีรถไฟหัวหิน และสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน (Royal Hua Hin Golf Course) ซึ่งถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของเหล่าพระบรมวงศานุวงศ์ หมู่ชนชั้นสูง และชาวต่างชาติ

ด้วยความงดงามดุจต้องมนต์เสน่ห์ ผสานกับความทันสมัยในแบบตะวันตก โรงแรมแห่งนี้จึงได้ทำหน้าที่เป็นประตูบานสำคัญในการต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และได้พลิกโฉมหมู่บ้านชาวประมงที่หลับใหลอย่างหัวหิน ให้กลายเป็นสถานที่พักผ่อนริมทะเลที่เลื่องลือที่สุดในยุคนั้น โดยในปี ค.ศ. 2023 ที่ผ่านมา โรงแรมรถไฟหัวหินได้มีอายุครบ 100 ปี ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย

ในปี ค.ศ. 1986 กลุ่มโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ได้รับสัมปทานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้เข้ามาบริหารจัดการกิจการและบูรณะโรงแรมรถไฟหัวหินอย่างพิถีพิถัน ซึ่งได้คำนึงถึงการอนุรักษ์รูปแบบดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน โดยมีการสร้างอาคารหลังใหม่หลายหลัง พร้อมสระว่ายน้ำเพิ่มเติมอย่างทันสมัย เพื่อมอบประสบการณ์การพักผ่อนในบรรยากาศที่ไม่เหมือนที่ไหนในหัวหิน กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่ลงตัวของทั้งครอบครัวและคู่รัก และกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งภายใต้ชื่อ “โซฟิเทล เซ็นทรัล หัวหิน รีสอร์ท” (Sofitel Central Hua Hin Resort) ในปี ค.ศ. 1989

ต่อมา ในปี ค.ศ. 2012 โรงแรมได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลลา หัวหิน” (Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin) ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมเรือธงระดับ 5 ดาวภายในเครือเซ็นทารา ปัจจุบัน อาคารดั้งเดิมของโรงแรมยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่เปิดให้บริการแก่แขกผู้เข้าพัก โดยอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งนับเป็นโซนที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์และเรื่องราว ภายในอาณาบริเวณของโรงแรม

การเดินทางของ Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความรุ่งโรจน์ทางประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวของหัวหินอย่างแท้จริง

การแบ่งโซนและประเภทที่พัก

พื้นที่ของโรงแรมในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 2 โซนหลัก โดยมี ถนนดำเนินเกษม หัวหิน 61 ซึ่งเป็นทางลงหาดหัวหินสำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าพักในโรงแรม แบ่งแยกพื้นที่ของโรงแรมและวิลลาออกจากกัน ในด้านสถาปัตยกรรมมีการออกแบบตกแต่งที่แตกต่างกันในแต่ละโซนตามความนิยมของยุคสมัยที่สร้าง แต่ยังคงมีความกลมกลืนไปกับการสร้างในช่วงแรกของโรงแรม โดยเน้นไปที่การใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัย และระเบียงส่วนตัวในทุกห้อง เพื่อให้ผู้เข้าพักเพลิดเพลินกับทัศนียภาพอันงดงามที่มีให้เลือกทั้งวิวสวน วิวสระน้ำ และวิวทะเล โดยในฝั่งของโรงแรมจะมีสระว่ายน้ำส่วนกลางรวม 3 สระ และอีก 1 สระ อยู่ที่ฝั่งวิลลา

1. โซนโรงแรม (3 กลุ่มอาคาร รวม 209 ห้อง)

ภายในโซนโรงแรมมีห้องพักหลายรูปแบบ ตั้งแต่ห้องดีลักซ์ ขนาด 37 ตร.ม. ไปจนถึงห้องสวีท ขนาด 170 ตร.ม. ซึ่งกระจายตัวอยู่ใน 3 กลุ่มอาคาร ดังนี้:

  • อาคารเรลเวย์วิง (Railway Wing): นับเป็นอาคารแห่งแรกตั้งแต่สมัยยังเป็นโรงแรมรถไฟเดิม มีเพดานสูง ได้รับการตกแต่งด้วยไม้สักทั้งหลังในโทนสีน้ำตาลอ่อน อาคารแห่งนี้อยู่ใกล้กับสวนสไตล์อังกฤษขนาดใหญ่ ที่มีไฮไลต์เป็นไม้ดัดรูปสัตว์นานาชนิด (โดยเฉพาะไม้ดัดรูปช้างขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า “คุณโชคดี”) และ Railway Pool สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่สุดของที่นี่ ซึ่งมาพร้อมเครื่องเล่นเป่าลมบริเวณกลางสระ โดยอยู่ติดริมหาด และ Kid’s Club
  • อาคารโคโลเนียลวิง (Colonial Wing): สร้างขึ้นในภายหลังในสไตล์โคโลเนียลแบบอังกฤษ ให้ความรู้สึกหรูหรา สุขุม นุ่มนวล ด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ในโทนสีน้ำตาลเข้ม อาคารแห่งนี้อยู่ใกล้กับเขาวงกต The Maze ลานหมากรุก Giant Chess และสระว่ายน้ำ Colonial Pool

หมายเหตุ: อาคารและสระว่ายน้ำแห่งนี้มีกำหนดการปิดปรับปรุงเพื่ออัปเกรด ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกันยายน พ.ศ. 2569

  • อาคารการ์เด้นวิง (Garden Wing): ถือเป็นอาคารล่าสุดที่ได้รับการสร้างขึ้น พื้นที่ภายในห้องจะมีขนาดที่ใหญ่และสว่างกว่าห้องพักของอาคารอื่น รวมถึงมีห้องพักแบบ ดูเพล็กซ์ 2 ชั้น ให้บริการด้วย รายล้อมด้วยวิวสวนที่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน พร้อมสระว่ายน้ำ Garden Pool อยู่ตรงกลาง เหมาะสำหรับผู้ที่รักความเป็นส่วนตัว

2. โซนวิลลา (42 หลัง)

ในส่วนของวิลลาถือเป็นอีกหนึ่งจุดดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี โดยวิลลาทั้ง 42 หลัง ถูกออกแบบขึ้นมาด้วยความพิถีพิถัน เน้นความเป็นส่วนตัวและความสะดวกสบายสูงสุด ด้วยการเลือกใช้โทนสีขาว-เทาสว่างของตัวอาคารเพื่อให้รับกับบรรยากาศการพักผ่อนริมทะเล มีความเรียบแต่หรูอย่างมีระดับในสไตล์โคโลเนียลของอังกฤษ วิลลาแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ คือ Villa One-bedroom Garden View, Villa One-bedroom with Private Pool, และ Villa One-bedroom Suite with Private Pool พร้อมสระว่ายน้ำส่วนกลาง Villas Pool เพื่อให้ผู้เข้าพักเพลิดเพลินกับบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว

รีวิวห้องพัก: Family Room (Railway Wing)

ในวันนี้เราเข้าพักกันที่ “ห้อง Family Room ของอาคารเรลเวย์วิง” ซึ่งเป็นห้องที่มีเตียง Twin ขนาด 5.5 ฟุต ได้รับการตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักสีทอง พร้อมผลิตภัณฑ์ผืนผ้าคุณภาพเยี่ยม ด้วยเพดานสูงจึงทำให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย องค์ประกอบที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดีในทุกรายละเอียดตั้งแต่สวิตช์ไฟ ลวดลายบนบานตู้และขอบกระจกที่มีตราสัญลักษณ์ดั้งเดิมของโรงแรม (HHH) กระเบื้องห้องน้ำ คิ้วบัว ไปจนถึงเหลี่ยมมุมเสาประดับห้อง ล้วนล้อไปในทางเดียวกัน แสงไฟโทนอุ่นสลัว ๆ สร้างบรรยากาศคลาสสิกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ห้องพักขนาดประมาณ 40 ตารางเมตร นี้ มีตู้เสื้อผ้าทรงสูงขนาบข้างชั้นวางทีวีซึ่งมีตู้เย็นซ่อนอยู่ด้านล่างอย่างแนบเนียน พร้อมด้วยโต๊ะทำงานขนาดกำลังดี และเก้าอี้อ่านหนังสือข้างเตียงพร้อมโคมไฟ ประตูระเบียงมีขนาดสูงเกือบเต็มผนังพร้อมม่านยาวที่ดูสง่างาม สามารถเปิดออกไปพบกับวิวสวนอันรื่นรมย์ สบายตา และเนื่องจากห้องของเราเป็นห้องริม ระเบียงจึงมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งมาพร้อมเก้าอี้ปรับระดับด้วยมือแสนเก๋ ให้ได้นั่งพักสัมผัสแสงแดดและสายลมจากธรรมชาติอันอบอุ่น

ห้องน้ำแบบฝักบัวในตัว ถูกตกแต่งด้วยกระเบื้องสีขาววางเรียงทรงข้าวหลามตัดทแยงเต็มผนัง ระบบน้ำอุ่นทำงานได้ดี ควบคุมง่าย และไม่มีอาการ “น้ำสวิงเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น” พื้นโซนเปียกมีความขรุขระสามารถกันลื่นได้ ไดร์เป่าผมที่แม้ไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุด แต่ก็มีประสิทธิภาพที่ดี ผมแห้งเร็ว นอกจากนี้ยังมีเก้าอี้นั่งในห้องน้ำเอาไว้นั่งเล่นโทรศัพท์หรือจะวางข้าวของก็ได้ มีตราชั่งน้ำหนักรุ่นมีเข็มวางซ่อนอยู่ในชั้นวางของหน้ากระจก ซึ่งกระจกห้องน้ำก็สามารถพลิกซ้ายขวาและขยับเข้าออกได้สะดวก พร้อมกระจกแบบขยายส่องรูขุมขนที่ติดอยู่บนผนังด้านข้าง

โดยรวมแล้ว แอร์เย็นฉ่ำจนพื้นกระเบื้องในห้องน้ำรู้สึกเย็นมากอยู่ไม่น้อย เตียงนุ่มแน่น นอนสบายไม่ปวดหลัง ทำให้ไม่อยากลุกเลยทีเดียว และมีกระติกสเตนเลสบรรจุน้ำแข็งก้อนให้บริการภายในห้อง ตอบโจทย์คนไทยเป็นอย่างดี ข้อเสียสำคัญ สำหรับใครบางคนคงหนีไม่พ้นตำแหน่งปลั๊กไฟที่มีอยู่ไม่มากนักและมักอยู่บริเวณด้านล่างของกำแพงตามแบบบ้านสมัยเก่า ทำให้อาจไม่ค่อยสะดวกสบายนักในการใช้งาน

ห้องอาหารและบาร์ (RESTAURANTS & BARS)

ภายในโรงแรมแห่งนี้ ผู้เข้าพักจะได้สัมผัสกับหลากหลายรสชาติจากห้องอาหารและบาร์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนี้:

  • COAST Beach Club & Bistro: คลับและบิสโทรริมชายหาด ให้บริการเครื่องดื่มในช่วงบ่าย (11:00 – 18:00 น.) และเมนูอาหารนานาชาติ รวมถึงเนื้อย่างและอาหารทะเลสดใหม่จากเตาย่างในช่วงค่ำ (19:00 – 23:00 น.) มีที่นั่งให้เลือกทั้งในร่ม บริเวณบาร์ และกลางแจ้งวิวทะเล
  • Railway Restaurant: ให้บริการอาหารไทยและนานาชาติ พร้อมเมนูสำหรับเด็ก (6:30 – 10:30 น. / 18:30 – 22:30 น.)
  • The Museum: สถานที่พักผ่อนสบาย ๆ สำหรับจิบชา กาแฟ และลิ้มลองขนมอบและเบเกอรี่ชั้นดี (10:00 – 19:00 น.) ในบรรยากาศแบบพิพิธภัณฑ์ยุคเก่าที่น่าหลงใหล ด้วยของตกแต่งที่เป็นข้าวของดั้งเดิมของโรงแรมรถไฟ
  • Hagi: ห้องอาหารญี่ปุ่นที่ให้บริการเมนูแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ ด้วยวัตถุดิบตามฤดูกาล (17:00 – 23:00 น.)
  • Elephant Bar: บาร์ที่เหมาะสำหรับการผ่อนคลาย ให้บริการเครื่องดื่ม และอาหารว่างเบา ๆ พร้อมวงดนตรีบรรเลงเพลงฟังสบาย ๆ
  • Suan Bua Thai Restaurant: ให้บริการอาหารไทยตลอดวัน ซึ่งตั้งอยู่ภายในโซนวิลลา รวมไปถึงให้บริการบุฟเฟต์อาหารเช้าสำหรับผู้เข้าพักวิลลาด้วย
รีวิวห้องอาหารเรลเวย์ (Railway Restaurant)

สำหรับมื้อเช้าในวันนี้ เรามาทานกันที่ ห้องอาหารเรลเวย์ (Railway Restaurant) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 1ตรงข้ามกับล็อบบี้เช็กอิน ห้องอาหารแห่งนี้ถูกตกแต่งให้มีบรรยากาศเสมือนสถานีรถไฟ อาหารเช้าจัดว่าอร่อยใช้ได้ และมีหลากหลายเพียงพอต่อความต้องการ โดยเน้นหนักไปที่อาหารนานาชาติมากกว่าอาหารไทย

สเตชั่นที่โดดเด่นเป็นพิเศษเห็นทีจะเป็น สเตชั่นน้ำปั่นสมูทตี้ ที่สามารถเลือกผลไม้ให้พนักงานปั่นให้สด ๆ ได้เลย อาทิ สับปะรด แคนตาลูป แตงโม และมะละกอ รวมถึงสเตชั่นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีทั้งมัฟฟินปลอดแป้งสาลี แยมสตรอว์เบอร์รีปราศจากน้ำตาล และน้ำสลัดจากโยเกิร์ตหลากรส ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจ และแน่นอนว่า สเตชั่นคลาสสิกอย่างอาหารจานไข่ก็มีให้สั่งได้ครบถ้วนทุกเมนูเช่นกัน โดยวันนี้เราได้ลองสั่ง Egg Benedict ซึ่งแม้ไม่มีในป้ายเมนูด้านหน้า แต่ก็สามารถสอบถามสั่งได้

สำหรับการบริการ พนักงานทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตร และมีความกระตือรือร้นในการให้บริการ ห้องอาหารแห่งนี้เปิดให้บริการเวลา 6:30 – 11:00 น. โดยมีพื้นที่ที่นั่งให้เลือกทั้งโซน Indoor และ Outdoor สำหรับใครที่ต้องการดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเช้าของสวนไม้ดัดที่รายล้อมด้วยสถาปัตยกรรมสุดคลาสสิก เราขอแนะนำให้เลือกนั่งในโซน Outdoor ค่ะ

สิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมรอบโรงแรม

นอกเหนือจากห้องพักแล้วและชายหาดแล้ว โรงแรมแห่งนี้ยังตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถใช้เวลาเดินเพียง 5 นาที ก็ถึงตลาดโต้รุ่งหัวหิน ซึ่งสะดวกสบายสำหรับการพักผ่อนแถมยังไม่ต้องหาที่จอดรถอีกด้วย และที่นี่ยังมีจุดเช็กอินที่พลาดไม่ได้คือ ไม้ดัดรูปช้าง “คุณโชคดี”ใจกลางสวนสไตล์อังกฤษขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโรงแรมมายาวนานหลายสิบปี พร้อมตำนานความเชื่อที่ว่าผู้ที่มาลอดท้องช้างจะได้รับความโชคดีดั่งชื่อ และอาจจะได้กลับมาพักที่นี่อีกครั้ง นอกจากนี้ ผู้เข้าพักยังสามารถผ่อนคลายกับสระว่ายน้ำที่มีในทุกอาคาร หรือสนุกกับกิจกรรมสันทนาการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น มินิกอล์ฟ, เทนนิส, เปตอง, สนุ๊กเกอร์, ปั่นจักรยาน หรือจะเลือกดูแลสุขภาพที่ ฟิตเนส (07:00-19:00 น.) และหลีกหนีความวุ่นวายที่ สปาเซ็นวารี (09:00-21:00 น.) ซึ่งเป็นโอเอซิสแห่งความเงียบสงบที่ให้บริการทรีตเมนต์ครบวงจรตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า รวมถึง ห้องสมุดขนาดเล็ก ที่เงียบสงบ ซึ่งรวบรวมหนังสือทั้งไทยและต่างประเทศ และตั้งอยู่บริเวณด้านบนของ Elephant Bar

แผนการลงทุนและการปรับปรุงครั้งใหญ่ในอนาคต

เซ็นทารา แกรนด์ หัวหิน ได้ต่อสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) อีก 30 ปี และมีแผนการลงทุนครั้งใหญ่ในวงเงินประมาณ 1,700–2,000 ล้านบาท เพื่อรีโนเวตโรงแรมอย่างครอบคลุม โดยแผนงานจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการปรับปรุงประมาณ 2–3 ปี และพร้อมเปิดให้บริการได้ภายในปี 2571 ทั้งนี้ ในแผนดังกล่าว มีการพิจารณาเพิ่มจำนวนวิลลา และเพิ่มแบรนด์โรงแรมระดับ 3 ดาว ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ 3ดาว ไปจนถึงกลุ่มไฮเอนด์

โดยสรุปแล้ว หลังจาก 3 วัน 2 คืน ณ สถานที่แห่งนี้ เราบอกได้เลยว่า Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin คือตัวเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่กำลังมองหาการพักผ่อนที่ผสมผสานความหรูหราแบบคลาสสิกเข้ากับความสะดวกสบายอันทันสมัยได้อย่างลงตัว เนื่องจากบรรยากาศโดยรวมให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในรั้วในวัง หรือพิพิธภัณฑ์ก็ไม่ปาน ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่แตกต่างจากโรงแรมอื่น ๆ ในหัวหินอย่างชัดเจน ด้วยทำเลดีเยี่ยมติดทะเล ห้องพักที่สบายและสวยงาม จนถึงการบริการที่ทำให้รับรู้ถึงความเอาใจใส่ ทำให้ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางใกล้กรุง ที่เหมาะกับการหลบหนีความวุ่นวายเพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง

บทสรุปการเดินทาง

การมาเยือนหัวหินในครั้งนี้ เป็นการผสมผสานประสบการณ์อันหรูหราคลาสสิกของ Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin เข้ากับนวัตกรรมการขับขี่ที่สมดุลของ JAECOO 7 SHS ตลอดเส้นทางไป-กลับกว่า 480 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จไฟฟ้าเพียง 2 ครั้ง ควบคู่ไปกับการใช้น้ำมันเพียง 1 ถัง (ซึ่งยังมีน้ำมันเหลือ) เราได้ดื่มด่ำกับมนต์เสน่ห์ของโรงแรมที่มาพร้อมบริการที่อบอุ่น ในขณะที่รถยนต์คู่ใจก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า ทำให้การพักผ่อนครั้งนี้เป็นมากกว่าทริป แต่เป็นการชาร์จพลังงานที่สมบูรณ์ 

สุดท้ายนี้เราก็ต้องขอจบทริป “Luxury Escape: รีวิวขับ JAECOO 7 SHS เที่ยวหัวหิน พักหรูริมหาดสไตล์โคโลเนียล @Centara Grand Beach Resort & Villas หัวหิน” ไว้แต่เพียงเท่านี้ ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้านะ 

:’)

ขอขอบคุณ บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) จำกัด  ที่สนับสนุนยานพาหนะคันเก่ง JAECOO 7 SHS สำหรับการเดินทางผจญภัยในครั้งนี้


ข้อมูลเพิ่มเติมของ JAECOO 7 SHS


ข้อมูลเพิ่มเติมของ Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin


ขอขอบคุณภาพมุมสูงจาก Facebook Fanpage: Centara Grand Beach Resort & Villas Hua Hin

เรื่องและภาพ โดย : นลัท โรจน์วัฒนวงศ์