สะกดตา สะกดใจ พระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ @ภูเก็ต

หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “พระอาทิตย์ตกสวยที่สุดในประเทศไทย” ต้องที่ แหลมพรหมเทพ แหลมที่อยู่ล่างสุดของเกาะภูเก็ต ที่ซึ่งเป็นเปรียบเสมือนแลนมาร์คของจังหวัดนี้ ถ้าใครไม่ได้มาเยือนแหลมพรหมเทพ ก็เหมือนมาไม่ถึงจังหวัดภูเก็ต

แหลมพรหมเทพ (Promthep Cape) ถ้าเราแปลกันตามตัวอักษรจะได้ว่า แหลม(น.) /แหฺลม/ = ส่วนใดส่วนหนึ่งของแผ่นดินที่ยื่นออกไปในทะเล หรือมหาสมุทร พรหม(น.) /พฺรม, พฺรมมะ-/ = พระเจ้าผู้สร้างโลกตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ เทพ(น.) /เทบ, เทบพะ-/ = เทวดา ดังนั้น แหลมพรหมเทพ จึงเปรียบได้ว่า เป็นแหลมที่งดงามดั่งเทวดามาปั้นแต่งเอาไว้

แหลมพรหมเทพตั้งอยู่ที่ ตำบลราไวย์ อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต 83000 ห่างจากหาดราไวย์ 2-3 กิโลเมตร (แล้วแต่เส้นทางที่เลือก) ห่างจากตัวเมืองภูเก็ต 22 กิโลเมตร และห่างจากท่าอากาศยานภูเก็ต (HKT) 51 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นแหลมโค้งไล่ระดับทอดยาวลงสู่ท้องทะเล บริเวณปลายแหลมเป็นโขดหินเรียกว่า แหลมเจ้า สังเกตได้จากต้นตาลสูงใหญ่หลายต้นตั้งตะหง่านท้าลมทะเลให้สามารถมองเห็นได้จากระยะไกล

ความงดงามของแหลมพรหมเทพได้นำพานักท่องเที่ยว และคนท้องถิ่นจำนวนมาก ให้มาเยี่ยมชมช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินในทุกๆ วัน ซึ่งในแต่ละวันพระอาทิตย์ก็ตกดินไม่พร้อมกัน ส่วนใหญ่จึงมาชมกันในช่วง 16.30 น. – 18.30 น. แต่เราแนะนำว่าให้มาล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง เพื่อหาที่จอดรถซึ่งเต็มเร็วมาก ต้องวนหากันอยู่นานเลยทีเดียว โดยส่วนตัวเราได้มีโอกาสมาที่นี้เป็นครั้งที่ 2 ภาพความทรงจำของครั้งแรกค่อนข้างเลือนลาง เพราะเป็นช่วงที่เรายังเด็กมาก มาครั้งนี้จึงมีความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

หลังจากจอดรถได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้านหน้าทางเข้าจะมีป้ายคำว่าแหลมพรหมเทพขนาดใหญ่ให้ได้ถ่ายรูปเช็คอินกัน ส่วนด้านขวามือจะเป็นบันไดสำหรับขึ้นไปที่แหลม เมื่อเราเดินขึ้นบันไดมาด้านบนจะพบบริเวณลานกว้างพร้อมกับลมตีหน้าสะบัดผมให้ปลิวไปมาเป็นการต้อนรับ มีเก้าอี้อยู่หลายตัว เหมาะกับเป็นสถานที่นัดพบสำหรับการนัดเจอกันเป็นอย่างยิ่ง และเมื่อมองไปทางซ้ายอีกหน่อย ก็มีบันไดเพื่อขึ้นไปไหว้สักการะศาลพระพรหมที่มีรูปปั้นช้างรายล้อมอยู่เต็มไปหมด

เดินต่อไปอีกเราจะเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ดูแปลกตาเมื่อเทียบกับบริเวณโดยรอบนี้ โดยเริ่มจากเสาธงขนาดใหญ่ ต่อด้วย อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักด์ (เสด็จเตี่ย) ผู้ได้รับสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งกองทัพเรือไทย” และ ประภาคารกาญจนาภิเษก

ประภาคารกาญจนาภิเษก ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2539 จากความร่วมมือของชาวภูเก็ตและกองทัพเรือร่วมกันสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี โดยมีนัยยะของการออกแบบต่างๆ ที่อ้างอิงตัวเลขจากเลขสำคัญในการสร้าง คือ ฐานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 เมตร (รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี) และสูง 50 ฟุต (ครองราชย์ครบ 50 ปี) และบนยอดของประภาคารได้นำลักษณะสำคัญของตราสัญลักษณ์ปีกาญจนาภิเษก ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปีมาใช้ในการออกแบบด้วย โดยแสงจากประภาคารสามารถมองเห็นได้ไกล 39 กิโลเมตร (ปีที่สร้าง พ.ศ. 2539) ประภาคารแห่งนี้จึงถูกใช้เป็นเครื่องหมายในการเดินเรือทางทะเล เนื่องจากภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางเรือในแถบทะเลอันดามัน

ภายในประภาคารมีการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้ด้านอุทกศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับประภาคารและกระโจมไฟ พร้อมคำอธิบายและแบบจำลองต่างๆที่สำคัญ รวมไปถึงการจัดแสดงเกี่ยวกับเรือหลวงจำลองอีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่เผยแพร่ข่าวสารที่เกี่ยวข้องต่างๆ อาทิ ภูมิอากาศ เวลาน้ำขึ้น-น้ำลง เวลาพระอาทิตย์ขึ้น-พระอาทิตย์ตก และการเทียบเวลามาตรฐานของประเทศไทย ส่วนด้านบนของประภาคารเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของแหลมพรหมเทพได้ (เข้าชมฟรี)

จากบริเวณประภาคารเราสามารถนั่งชมวิวจากขอบปูนริมทาง หย่อนปลายเท้าท้าทายความสูง จ้องมองแสงอาทิตย์หรือจะเดินลงไปที่ถนนด้านล่างที่ลดระดับลง ซึ่งเชื่อมกับเส้นทางไปยังปลายแหลมเจ้าก็ได้

ตอนลองนั่งห้อยขาลงมาก็มีอาการหวาดเสียวนิดนึง ทุกคนต้องนั่งกันอย่างระมัดระวังนะคะ แต่ขอบก็กว้างพอจะนั่งท่าขัดสมาธิได้เหมือนกัน แหลมพรหมเทพเป็นสถานที่ที่เหมาะกับทุกคน ไม่ว่าจะมาคนเดียวเดี่ยวๆ มาเป็นคู่ชูชื่น มาเป็นแก๊งก๊วนใหญ่ มากับครอบครัวญาติสนิทก็จะได้รับความสุขกลับไปด้วยกันทุกคน แล้วเราก็สามารถมาได้บ่อยๆ เพราะไม่มีวันไหนที่จะมีบรรยากาศที่เหมือนกัน ทำให้เราจะได้ความรู้สึกใหม่ๆ กลับไปด้วยเสมอ

พอเริ่มเข้าใกล้ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์จะตก ผู้คนก็จะเริ่มเยอะขึ้น ฉะนั้นถ้าใครหาจุดเหมาะๆที่พอใจได้แล้ว ก็ต้องปักหลักเตรียมรอเวลาอย่างใจจดใจจ่อ แต่ก็ไม่ใช่ปักหลักสร้างฐานที่มั่นกว้างใหญ่จนเดือดร้อนคนอื่นนะคะ เราต้องเอื้อเฟื้อสถานที่ให้ผู้อื่น และรักษาความสะอาดของสถานที่ด้วยค่ะ มาชมความสวยงามไปพร้อมกับทุกๆ คนแล้วยิ้มรับความสุขไปด้วยกันนะคะ

แล้วก็ถึงเวลาที่พระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า แสงสีส้มค่อยๆ ฉายอาบไปทั่วทั้งแหลมพรหมเทพ ผู้คนเริ่มหยุดนิ่ง ประสานสายตาจ้องมองไปยังจุดเดียวกัน แม้ในวันนี้ท้องฟ้าจะมีหมอกจางๆ ไม่ได้กระจ่างใสดั่งที่คาดหวังไว้ ทำให้ไม่มีโอกาสเห็นฉากที่พระอาทิตย์เคลื่อนลงต่ำจนถูกกลืนกินโดยท้องทะเลกว้างใหญ่และลับขอบฟ้าไป เห็นเพียงฉากสุดท้ายเป็นแสงสอดลอดกลีบเมฆแบบ Vanilla Sky อ่อนๆ ให้อบอุ่นละมุนหัวใจเท่านั้น

เยี่ยมชมทะเลสีเขียวมรกตสาดทับด้วยแสงอาทิตย์อัสดง พร้อมฟังเสียงเกลียวคลื่นซัดกระทบริมฝั่ง เกิดเป็นฟองสีขาวตัดกับสีน้ำทะเล ให้ใบหน้าได้ปะทะกับสายลม แล้วใช้สายตาจ้องมองดูเสี้ยวนาทีที่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไป ให้ธรรมชาติได้เยียวยาทุกความรู้สึกภายในใจ เมื่อได้ลองมาสัมผัสมนต์เสน่ห์แล้วครั้งหนึ่ง จะไม่สามารถลืมได้จากความทรงจำ

พระอาทิตย์ได้ลาจากไปภายใต้เมฆก้อนใหญ่ แสงสีส้มก็ค่อยๆ จางลงไป เป็นสัญญาณของการกลับไปใช้ชีวิตของตัวเองที่ได้รับการเติมพลังอย่างเปี่ยมล้น การมาหยุดเวลา สะกดสายตา สะกดหัวใจ ที่แหลมพรหมเทพ ปลายแหลมใต้สุดของจังหวัดภูเก็ตคงต้องลาจากกันไปเพียงเท่านี้ แล้วกลับมาสะกดตา สะกดใจด้วยกันใหม่ เมื่อโชคชะตานำพาเรามาเจอกัน ขอบคุณค่ะ : )

แหลมพรหมเทพ @ภูเก็ต

โทรศัพท์ : ททท. ภูเก็ต โทร (+66)0 7621 1036 หรือโทร (+66)0 7628 8084
Website : http://www.phuket.go.th
วันทำการ : ทุกวัน
ฤดูกาล : ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ช่วงเวลา : พระอาทิตย์ตกดิน 16.30 น. – 18.30 น. (ควรมาก่อนเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อหาที่จอดรถ)
ค่าเข้าสถานที่ : ฟรี

ตั้งใจมาแหลมพรหมเทพแต่โชคไม่ดี วันนี้คนเยอะเกิน ไปที่ไหนแทนดีนะ http://www.wannateller.com/archives/8577

เที่ยวมาทั้งวันเหนื่อยแล้ว ต้องการหาที่พัก ขอไม่ไกลจากที่นี่หน่อยก็ดี http://www.wannateller.com/archives/8560

หาอะไรทานสักหน่อยในแบบภูเก็ตๆ http://www.wannateller.com/archives/8940